個人檔案モーバイル ユナイテッド相片部落格清單 工具 說明

部落格


2006年9月

บลูเรย์ออกศึกบุกตลาดญี่ปุ่น หวังฟันยอดเอชดี ดีวีดีกระจุย

August 30, 2006

บรรดาหนังเรื่องดังทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นหนังประเด็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์อย่าง เดอะดาวินชี่ โค้ด และหนังอารมณ์ฮาอย่าง ชิคเค้น ลิตเติ้ล พากันเดินขบวนพาเหรดเข้าค่ายบลูเรย์ ประกาศเตรียมวางจำหน่ายในรูปแบบดีวีดีประเดิมญี่ปุ่นที่แรก
       

       ในเวลานี้ มีสตูดิโอชื่อดังจากฮอลลีวูดต่างทยอยเข้าสู่ฟอร์แมตบลูเรย์กันอย่างถ้วนหน้า ส่งผลให้บรรดาหนังจากผลผลิตของค่ายสตูดิโอเหล่านั้นทำเงินให้กับบลูเรย์อยู่ไม่น้อย และทำให้ค่ายเอชดี ดีวีดี ต้องเร่งทำตลาดแข่งเร่งฝีก้าวให้มากขึ้นกว่าเดิม
       
       ด้านฟอร์แมต เอชดี ดีวีดี ได้เปิดตัวและจำหน่ายหนังในสังกัดกว่า 40 เรื่องแล้ว รวมถึงหนังที่มีชื่อเสียงและทำเงินได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ กับถ้วยอัคนี รวมถึงหนังสุดซาบซึ้งอย่าง Million Dollar Baby
       
       ทั้งนี้บรรค่ายชื่อดังที่เดินเข้าขบวนพาเหรดในสังกัดบลูเรย์ อาทิ วอล์ท ดิสนีย์, โซนี่, โซนี่ พิกเจอร์ส เอ็นเทอร์เทนเมนท์, เวียคอม, พาราเมาท์ พิกเจอร์ส, วอร์เนอร์ บราเธอร์ส, และ เซ็นจูรี ทะเวนตีท์ ฟ็อกซ์ ได้จัดแถลงข่าวเตรียมบุกตลาดแดนปลาดิบเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าการมีพันธมิตรจากค่ายใหญ่ๆ จะสามารถเป็นที่ถูกตาต้องใจผู้บริโภคแดนปลาดิบมากกว่าเอชดี ดีวีดีที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้
       
       แต่ก็มีบางค่ายที่ไม่อยากสังกัดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นวอร์เนอร์และพาราเมาท์ ที่ยืนยันว่าจะผลิตหนังในสังกัดทั้งสองฟอร์แมต แต่อาจมีเปอร์เซ็นต์ในตลาดโลกให้บลูเรย์มากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ด้านยูนิเวอร์แซลได้ประกาศเปิดตัวก่อนหน้าแล้วว่าจะผลิตหนังในฟอร์แมตเอชดี ดีวีดีเช่นกัน
       ฟอร์แมตบลูเรย์ไม่เพียงมีแม่ทัพใหญ่อย่างโซนี่คุมทัพอยู่ไม่ห่าง แต่ได้กองทัพเสริมจากค่ายไอทีญี่ปุ่นอย่างมัตสึชิตะเจ้าของแบรนด์พานาโซนิค และแม่ทัพน้อยอย่างชาร์ป ฮิตาชิ และไพโอเนียร์ มาช่วยอีกแรง รวมถึง แอปเปิล คอมพิวเตอร์และเดลล์ ค่ายไอทีต่างชาติที่มาช่วยหนุน จึงเป็นกองทัพที่สุดเข้มแข็งในตลาดไอทีญี่ปุ่นอยู่มาก สำหรับเอชดี ดีวีดีเองก็มีโตชิบาและเอ็นอีซีเป็นโต้วโผใหญ่ และมีแรงหนุนที่สำคัญจากอินเทลและไมโครซอฟท์
       
       และด้วยทั้งสองฟอร์แมตต่างมีผู้สนับสนุนเป็นค่ายไอทียักษ์ใหญ่หลายค่าย ทำให้บรรดาผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายต่างทยอยผลิตและจำหน่ายสินค้าที่รองรับการทำงานของทั้งสองฟอร์แมตวางตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ
        
       แต่นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า ความภักดีต่อเทคโนโลยีของบรรดาสตูดิโอแห่งฮอลลีวูดจะมีลดลงเรื่อยๆ เพราะสตูดิโอเหล่านั้นอาจพิสมัยที่จะให้สินค้าของตนเจาะตลาดได้มากที่สุด มากกว่าจะต้องมานั่งสนใจความภักดีที่อาจทำให้ขาดทุน อีกทั้งการแข่งขันของทั้งสองฟอร์แมตนี้ยังไม่มีวี่แววว่าค่ายไหนจะชนะ ก็อาจเป็นไปได้ว่าเราจะได้เห็นหนังจากสังกัดต่างๆ ออกมาให้เลือกทั้งในรูปแบบบลูเรย์และเอชดี ดีวีดี
       
       Company Related Links:
       Sony
       Hitachi
       Toshiba

Credit: Manager Online

แอปเปิลดึงซีอีโอกูเกิลร่วมคณะกรรมการบริหาร

August 30, 2006

อีริค ชมิดต์ (Eric Schmidt) ซีอีโอกูเกิลคนดังข้ามห้วยไปอยู่กับค่ายแอปเปิล คอมพิวเตอร์แล้ว โดยจะเป็นหนึ่งในคณะผู้บริหารหลักของบริษัทร่วมกับสตีฟ จ็อบส์ คนดังแห่งวงการไอที ซึ่งหลายฝ่ายยังมองว่าการย้ายค่ายครั้งนี้ของซีอีโอเสิร์ชเอนจินชื่อดังน่าจะส่งผลดีต่อสายสัมพันธ์ของทั้งสองบริษัทมากกว่าผลเสีย
       

       
"แอปเปิลเป็นหนึ่งในบริษัทระดับโลกที่ผมสนใจจะร่วมงานด้วยมากที่สุด การได้ร่วมงานกับสตีฟ จ็อบส์ และบอร์ดคณะผู้บริหารของแอปเปิลเพื่อร่วมสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมาก" ชมิดต์กล่าวหลังได้รับตำแหน่ง
       
       การย้ายบ้านครั้งนี้ของอีริค ชมิดต์มีผลให้เขากลายเป็นบอร์ดผู้บริหารของแอปเปิลคนที่ 8 โดยในจำนวนบอร์ดทั้งหมดของแอปเปิลนี้ มีนายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริการวมอยู่ด้วย
       
       ด้านสตีฟ จ็อบส์ ซีอีโอของแอปเปิลก็หยอดคำหวานผ่านสื่อว่า จากผลงานอันโดดเด่นที่เขาสร้างไว้ที่กูเกิล เราทุกคนที่แอปเปิลต่างเฝ้ารอที่จะได้ร่วมงานกับอีริคอย่างไม่ต้องสงสัย อีกทั้งกูเกิลและแอปเปิลต่างก็ให้ความสำคัญที่การพัฒนานวัตกรรมเพื่ออนาคตเช่นเดียวกัน จึงเชื่อว่าประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของอีริคจะเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันแอปเปิลให้ก้าวหน้าต่อไปได้อย่างแน่นอน
       
       อีริคเข้าร่วมงานกับกูเกิลเมื่อเดือนมีนาคม 2001 และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งซีอีโอของกูเกิลในเดือนสิงหาคม 2001 สำหรับประวัติการทำงานของชมิดต์ก่อนหน้าร่วมงานกับกูเกิล เขาเคยดำรงตำแหน่งซีอีโอของโนเวลล์ (1997-2001) และยังเป็นผู้บริหารระดับสูงด้านเทคโนโลยีของซัน ไมโครซิสเต็มส์มาก่อนด้วย โดยดูแลในส่วนของภาษาจาวา (Java) ซึ่งในระยะเริ่มแรกของการทำงาน เขาเคยเป็นนักวิจัยอยู่ที่บริษัท ซีร็อกส์มาก่อนด้วย
       
       นิตยสาร Forbes ได้จัดอันดับให้อีริคเป็นบุคคลที่รวยที่สุดอันดับที่ 129 ของโลก โดยมีทรัพย์สินประมาณ 4.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ที่สำคัญเขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับตำแหน่งมหาเศรษฐีนี้จากมูลค่าหุ้นที่เขาได้รับจากการเป็นพนักงานภายในองค์กรเสียด้วย (บุคคลแรกที่ได้รับตำแหน่งดังกล่าวคือ สตีฟ บอลเมอร์ ซีอีโอจากไมโครซอฟท์)
       
       และวันนี้ เขากำลังจะก้าวไปสร้างสรรค์นวัตกรรมครั้งใหม่ให้กับแอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์แล้ว
       
       Company Related Links :
       Google
       Apple

Credit: Manager Online

กทช.ให้เอกชนเคาะอินเตอร์คอนฯร่วมกัน

August 30, 2006

กทช. ปล่อยเอกชนตกลงเคาะราคาอินเตอร์คอนเน็คชั่นชาร์จ ร่วมกันเอง ให้เวลา 90 วัน หลังส่งหนังสือตอบรับ ให้ทุกฝ่ายเสนอราคาบนหลักประกาศใช้ ส่วนเรื่องค่าแอ็คแซส โยนกลองไป ทีโอที เจรจากันเอง อ้างเรื่องสัญญา

       
       นายสุรนันท์  วงศ์วิทยกำจร  เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) เปิดเผยว่า   ขณะนี้ สำนักงาน กทช. ส่งหนังสือตอบอัตราค่าเชื่อมโครงข่าย หรืออินเตอร์คอนเน็คชั่นชาร์จ ให้แก่ผู้ประกอบการที่ส่งอัตราค่าเชื่อมโยงโครงข่ายเรียบร้อยแล้ว โดยหลังจากนี้ สำนักงาน กทช. จะรอข้อสรุปจากทุกฝ่าย ในด้านการใช้อัตราที่ทุกฝ่ายยอมรับภายใน 90 วันหากไม่สามารถตกลงกันได้ก็ต้องยื่นเรื่องกับให้ กทช. พิจารณาข้อพิพาทต่อไป
       
       “ผู้ประกอบการสามารถเดินหน้าเจรจาขอเชื่อมโยงโครงข่ายของแต่ละราย แต่ทั้งหมดจะต้องยืนอยู่บนหลักการเชื่อมโยงโครงข่ายตามประกาศการว่าด้วยการใช้และการเชื่อม โครงข่ายโทรคมนาคม 2549 และอัตราอินเตอร์คอนฯ ที่กทช.อนุมัติให้เอกชนแต่ละราย”
       
       ส่วนเรื่องค่าอินเตอร์คอนเน็คชั่นชาร์จนั้น เป็นเรื่องของเอกชน ที่จะไปเจรจาตกลงหาข้อสรุปกับบริษัท ทีโอที ว่าจะใช้แอ็คเซ็สชาร์จต่อไป หรือ จะใช้อินเตอร์คอนฯ เพราะกทช.ไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายสัญญาเดิมที่ทำขึ้นก่อนที่ กมช. จะถูกแต่งตั้งขึ้น
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการครบกำหนดอนุมัติ การเชื่อมโยงโครงข่าย และอินเตอร์คอนฯ ตามกฎหมาย แล้วเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมาแม้ว่ากทช. จะออกมาประกาศผ่านสื่อมวล ชนก่อนกำหนด แต่ทางเอกชน ก็ยังรอหนังสือตอบอนุมัต เงื่อนไขที่เอกชนเสนอไปอย่างเป็น ทางการก่อนที่จะดำเนินการเจรจาเชื่อมโยงโครงข่าย  และตกลงอัตราค่าเชื่อมโยงโครงข่ายระหว่างกัน
       
       โดยผู้ประกอบการ 3 ราย ประกอบด้วย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือดีแทค  และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ได้เสนออัตราเท่ากัน ดังนี้ ต้นทาง(ออริจิเนท)  นาทีละ 3 บาท  ปลายทาง (เทอร์มิเนท )นาทีละ 1 บาท ส่วนกลางทาง(ทรานซิต) ดีแทคไม่ได้เสนอ เอไอเอสเสนอที่ 0.50 บาท ทรูมูฟ 0.20 บาท  ส่วนบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น เสนอต้นทางนาทีละ 3 บาท ปลายทาง 1.25 บาท ส่วนบริษัท ทีทีแอนด์ที นั้นไม่ยอมเปิดเผยตัวเลข นอกจากนี้เอไอเอสยังได้เสนอค่าเชื่อมโยงสำหรับข้อความสั้น หรือ SMS ข้อความละ 0.37  บาท
       
       ด้านบริษัท กสท.โทรคมนาคม ส่งอัตราเดียวนาทีละ 1.07  ทุกส่วน และบริษัท ทีโอที  เสนออัตราต้นทางนาทีละ 3 บาท ปลายทาง 1.25 บาท กลางทาง 0.50 บาท และเสนอให้มีการเชื่อมโยงเฉพาะผู้รับใบอนุญาตใหม่
       
       Company Related Links:
       คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.)
       DTAC
       AIS
       True

Credit: Manager Online

iKey บริการดาวน์โหลดเต็มเพลง แกรมมี่หวังรายได้ปีแรก 200 ล้าน

August 30, 2006

จีเอ็มเอ็ม ดิจิตอล โดเมนในเครือแกรมมี่เปิดบริการไอคีย์ ดาวน์โหลดเต็มเพลง แบบ Unlimited ด้วยค่าบริการเดือนละ 119 บาท หรือขายเป็นเพลงละ 35 บาท หวังรายได้ปีแรก 200 ล้านบาท

       
       นายสุวัฒน์ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม ดิจิตอล โดเมน ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ กล่าวว่าบริษัทเปิดบริการใหม่ชื่อ iKey ซึ่งเป็นบริการดาวน์โหลดเพลงแบบเต็มเพลง โดยผู้ต้องการฟังเพลงสามารถสมัครและใช้บริการได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทางเว็บไซต์ www.ikeyclub.com ดาวน์โหลดผ่านทาง wap.ikeyclub.com ผ่านโทรศัพท์มือถือในเครือข่ายเอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟ หรือจากซีดีรอมที่แจกจ่ายออกไป หรือแม้กระทั่งตู้  KIOSK ซึ่งเพลงที่ดาวน์โหลดไปนั้นสามารถฟังหรือดูมิวสิควิดีโอได้ทั้งจากเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือและเครื่องเล่นเอ็มพี 3
       
       สำหรับการใช้บริการไอคีย์ทำได้ 2 รูปแบบคือ 1.เสียค่าบริการรายเดือน 119 บาท ซึ่งสามารถดาวน์โหลดเพลงได้ไม่จำกัด (Unlimited Download) โดยมีระยะเวลาการใช้งาน 30 วันนับตั้งแต่วันแรกที่สมัคร เมื่อครบกำหนด 30 วันแล้ว ระบบจะหักค่าบริการผ่านโทรศัพท์มือถือในรอบถัดไปโดยอัตโนมัติ หรือสามารถชำระเงินผ่านช่องทางอื่นๆอย่างเว็บไซต์ www.ikeyclub.com และลูกค้าสามารถยกเลิกการใช้บริการผ่านช่องทางดังกล่าวได้เช่นกัน
       
       2.แบบซื้อสิทธิ์เป็นรายเพลง (Pay per Song) เหมือนการซื้อ Single CD แต่สามารถเลือกเพลงฮิตตามต้องการได้ และสามารถทำอัลบั้มรวมเพลงฮิตได้เอง ด้วยค่าบริการเพลงละ 35 บาท
       
       ทั้งนี้บริษัทคาดว่าในปีแรกจะมีคนใช้บริการไอคีย์มากกว่า 2 แสนรายและมีรายได้กว่า 200 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 30% ของรายได้ทั้งหมดของจีเอ็มเอ็ม ดิจิตอล โดเมน ขณะที่รายได้หลักของจีเอ็มเอ็ม ดิจิตอล โดเมนยังคงมาจากบริการดาวน์โหลดริงโทน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 50% และคาดว่าสิ้นปีนี้จีเอ็มเอ็ม ดิจิตอล โดเมนจะมีรายได้รวม 600 ล้านบาทหรือเติบโตจากปีที่ผ่านมาประมาณ 63%
       
       Company Related Link:
       GMM Grammy

Credit: Manager Online
2006年8月

กลุ่มชินฯ เตรียมรับรายได้ช่องทางใหม่ กทช.มอบเลขหมายบริการโทร.ตปท.

August 29, 2006

กลุ่มชินฯ ผุดช่องทางรายได้ใหม่ กทช.อนุมัติเลขหมาย 3 หลักบริการ โทร.ต่างประเทศ   ให้บริษัทลูกเอไอเอส ไม่สนข้อกังขานอมินี แถมยังเตรียมยึดกลุ่มเลขหมายโทร.ทางไกล จาก “ทีโอที-กสท” คืน มาจัดสรรใหม่ให้บริษัทละ 1 เลขหมาย

       
       นายสุธรรม อยู่ในธรรม คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยภายหลังประชุมกับคณะกรรมการ (บอร์ด) ว่า ที่ประชุมมีมติให้อนุมัติเลขหมายพิเศษ (3 หลัก) 005 ให้กับบริษัท เอไอเอส อินเตอร์เนชั่นแนล เน็ตเวิร์ก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส เพื่อให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ หลังได้รับไลเซนส์ให้บริการ พร้อมกับมีมติให้จัดสรรเลขหมาย บริการโทร.ระหว่างประเทศ (3 หลัก) ของ บริษัท กสท โทรคมนาคม และบริษัท ทีโอที ใหม่  โดยจะทำการจัดสรรให้ ทีโอที และ กสท เหลือเพียงกลุ่มเลขหมายเดียว
       
       สำหรับเลขหมายที่ กทช.จะดำเนินการเรียกคืนจากทีโอที และ กสท คือส่วนของทีโอที ในหมวด 002, 003, 007 และ 008 ส่วน กสท 001, 004 และ 009  โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือนนี้
       
       “ก็ต้องมาจัดระเบียบโทรศัพท์ระหว่างประเทศเป็นอันดับต่อไป เพราะเห็นว่าผู้ให้บริการควรจะมีเลขหมายพิเศษให้บริการรายละ 1 เลขหมายก็เพียงพอแล้ว แต่ปัจจุบันทีโอทีมีเลขหมายให้บริการอยู่ 4 เลขหมาย ส่วน กสท มีอยู่ 3 เลขหมาย ซึ่งถือว่ามากเกินไป”
       
       
อย่างไรก็ตาม หากเลขหมายพิเศษดังกล่าว มีภาวะขาดแคลนเช่นเดียวกับเลขหมายโทรศัพท์มือถือ กทช.อาจจะอนุญาตให้จัดสรรเลขหมายใหม่ โดยจะกำหนดให้ผู้ประกอบการทุกรายใช้เลขหมายเดียวกัน แต่กดต่อท้ายคนละเลขหมาย เช่น กสท ให้บริการผ่านเลขหมาย 001 และตามด้วย 1 ส่วน ทีโอที ก็ ให้บริการผ่าน 001 ตามด้วย 2 เป็นต้น
       
       สำหรับการบังคับคืนเลขหมายกับ กสท และ ทีโอที นั้น คงจะไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน เพราะตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มาตรา 11-14 กำหนดไว้ชัดเจนว่า การจัดสรรเลขหมาย เป็นอำนาจของ กทช.ผู้ให้บริการทุกรายเป็นเพียงผู้เช่าใช้เท่านั้น
       
       “ที่ผ่านมาผู้ประกอบการที่ให้บริการอยู่ได้จ่ายค่าธรรมเนียมอย่างต่อเนื่อง โดยตอนนี้เลขหมายพิเศษ 3 ตัว กทช.ได้รับมาจากผู้ที่ให้บริการอยู่ประมาณ 12 ล้านบาท/เดือน ยกเว้น ทีโอที ที่ยังไม่เคยจ่ายค่าธรรมเนียมเลขหมายใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทวงเงินต้น ส่วนดอกเบี้ยจะพิจารณาในภายหลัง”
       
       ทั้งนี้ การดำเนินการในเรื่องดังกล่าว กทช.  ได้ทำการประชุมออกร่างฯ ด้วยเงื่อนไข และเงื่อนเวลาการขอรับใบอนุญาตการให้บริการอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ระหว่างประเทศ และบริการชุมสายอินเทอร์เน็ต แบบที่ 3 ที่ด้วยสภาวะปัจจุบันที่มีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ระหว่างประเทศ และผู้ให้บริการชุมสายอินเทอร์เน็ตแบบที่มีโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นของตนเองในแบบที่สามเพียงรายเดียวไม่เพียงพอต่อการรองรับความต้องการของตลาดได้ในอนาคต หลังจากที่ กทช.ได้ทำการประชุมเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2549 จึงเห็นสมควรสนับสนุนให้มีการลงทุนและเพิ่มจำนวนผู้ให้บริการจากที่กำหนดไว้เพียงรายเดียวแต่เดิม
       
       Company Related Links:
       AIS
       คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)

Credit: Manager Online

กสท ยังไม่ตอบสตง.กรณี CDMA

August 29, 2006

กสท ยังไม่ตอบ สตง .สัญญา "ซีดีเอ็มเอ" เอื้อเอกชน สตง.ยันกฤษฎีกาตีความสัญญาจ้าง "ฮัทช์" โมฆะ ขัด พ.ร.บ.ร่วมทุน

       
       แหล่งข่าวจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สตง. ยังไม่ได้รับหนังสือตอบข้อชี้แจงข้อเท็จจริงจากบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เกี่ยวกับการดำเนินโครงการให้บริการเซลลูล่า CDMA ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคของ กสท หลังจากที่ สตง. ได้มีหนังสือสอบถามข้อมูลไปยังประธานคณะกรรมการ กสท ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่อย่างใด
       
       สำหรับกรณีที่ทางฝ่ายบริหารของ กสท ยืนยันว่า สัญญาให้บริการ CDMA ที่ กสท ได้ว่าจ้างบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด (ฮัทช์) เป็นผู้จัดทำการตลาดบริการ CDMA ในส่วนกลาง ยังไม่ได้มีการตีความโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าสัญญาดังกล่าวไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย เพราะไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 นั้น สตง. ก็ยืนยันว่า ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ สตง. ได้รับมาเป็นเอกสารหลักฐานของคณะทำงานพิจารณาสัญญาทำการตลาดบริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า Digital CDMA และสัญญาเช่าโครงข่ายขึ้นมาทำการตรวจสอบที่แต่งตั้งขึ้นโดยคณะกรรมการ กสท ชุดก่อนนั้น มีการระบุชัดเจนว่า ได้มีการตีความโดยคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วแน่นอน
       
       "ที่ สตง. รู้ก็เพราะว่า คณะทำงานที่ตั้งโดยบอร์ด กสท ชุดก่อน ได้มีการสรุปความเห็นของกฤษฎีกาออกมาเป็นเอกสารหลักฐานที่ชัดเจน แต่เรื่องนี้ คงต้องรอให้ กสท ตอบ รวมทั้งส่งเอกสารที่ สตง.ขอไปกลับมาก่อน ถ้าเขาบอกว่าไม่มีเอกสารตรงนี้ ก็ไม่เป็นไร แต่หลักฐานที่ สตง. ได้รับมันมีข้อมูลเบื้องลึกตรงนี้อยู่" แหล่งข่าว กล่าว
       
       ทั้งนี้ คาดว่า กสท คงจะตอบคำชี้แจงกลับมายัง สตง. ภายในวันที่ 31 ส.ค.นี้ ตามที่ได้ระบุไปในหนังสือที่ สตง. ส่งไปถึง กสท โดยหากได้รับคำชี้แจงแล้ว หลังจากนั้น สตง. จะพิจารณาดูว่า ข้อมูลที่ กสท ส่งและชี้แจงกลับมา จะมีความสอดคล้องกับเอกสารหลักฐานที่ สตง. ได้รับมาส่วนหนึ่งแล้วหรือไม่
       
       แหล่งข่าว กล่าวด้วยว่า สตง. มีความเป็นห่วง กรณีที่ทาง กสท ได้มีนโยบายที่จะยกสถานีโครงข่าย CDMA ในส่วนภูมิภาค จำนวน 51 จังหวัด ให้บริษัท ฮัทช์ ใช้งานได้แบบไม่คิดค่าบริการ เพราะเป็นการนำคลื่นความถี่ของชาติไปให้ประโยชน์แก่เอกชน โดยหากพบว่า สัญญาฉบับที่ได้ทำกับฮัทช์ ในส่วนกลางไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ กสท ก็น่าจะมีการทบทวนและทำให้ถูกต้อง เพื่อให้การแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างภาครัฐกับเอกชน มีความเป็นธรรมต่อไป
       
       ส่วนสัญญาฉบับเดิมนั้น แม้จะมีการดำเนินการไปแล้ว คงจะแก้ไขไม่ได้ แต่ทาง สตง. ก็ต้องตรวจสอบ เพื่อดูว่ามีใครเป็นผู้กระทำผิดหรือไม่ และสร้างความเสียหายให้แก่ภาครัฐมากน้อยเท่าใด
       
       Company Related Links:
       CAT
       HUTCH

Credit: Manager Online

Intel ส่ง 3 เครื่องมือพัฒนาสำหรับซีพียูมัลติคอร์

August 29, 2006

อินเทลส่ง 3 เครื่องมือสำหรับนักพัฒนาหวังใช้ดึงพลังของมัลติคอร์ออกมาให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ประกอบด้วย เธรดดิ้ง บิวดิ้ง บล็อก 1.0 (Threading Building Blocks 1.0), เธรด เช็คเกอร์ 3.0 (Thread Checker 3.0) และเธรด โปรไฟเลอร์ 3.0 (Thread Profiler 3.0)

       
       เจมส์ เรนเดอร์ส (James Reinders) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจของอินเทลกล่าวว่า "อินเทลไม่ต้องการให้นักพัฒนาต้องเขียนโค้ดโปรแกรมในการจัดการเธรดต่าง ๆ ด้วยตนเองอีกต่อไป ดังนั้นสิ่งที่เราทำคือการค้นหาว่าโดยทั่วไปแล้วนักพัฒนาไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใดบ้าง"
       
       
เธรดดิ้ง บิวดิ้ง บล็อก 1.0 (Threading Building Blocks 1.0) รองรับการทำงานกับวินโดวส์ ลินุกซ์ และแมคโอเอส มาพร้อมกับเทมเพลตไลบรารีของ C++ สนับสนุนการทำงานแบบข้ามแพลตฟอร์ม (Cross Platform) ช่วยให้การพัฒนาแอปพลิเคชันทำเพียงครั้งเดียวแต่สามารถใช้บนโอเอสหลายระบบได้ นอกจากนั้น ความสามารถของโปรแกรมยังช่วยให้นักพัฒนาทุ่มเวลาไปกับการพัฒนาแอปพลิเคชันได้มากขึ้น โดยไม่ต้องมากังวลกับการจัดการเธรดที่เกี่ยวข้องกับด้านเมคานิค
       
       ต่อมาได้แก่โปรแกรมเธรด เช็คเกอร์ 3.0 (Thread Checker 3.0) และเธรด โปรไฟเลอร์ 3.0 (Thread Profiler 3.0) เป็นสองโปรแกรมที่สนับสนุนการทำงานบนระบบ 64 บิต และภายในเธรด เช็คเกอร์ 3.0 ได้มีการเพิ่มคอมมานด์ไลน์ (Command Line) สำหรับรับคำสั่งได้ด้วย ซึ่งความสามารถนี้สามารถต่อยอดซอฟต์แวร์และนำไปใช้ในกระบวนการประกันคุณภาพได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนั้นภายในเธรด เช็คเกอร์เวอร์ชันใหม่นี้ยังสนับสนุนลินุกซ์ด้วย
       
       ในส่วนของเธรด โปรไฟเลอร์นั้นจะมีไทม์ไลน์ (Timeline) หรือเส้นแสดงเวลาในการทำงานของแต่ละเธรดด้วย เพื่อใช้ในการวิเคราห์การทำงานแอปพลิเคชัน
       
       ข่าวดีอีกข่าวหนึ่งก็คือ ทั้งเธรด เช็คเกอร์และเธรด โปรไฟเลอร์ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของวิชวล สตูดิโอ 2005 (Visual Studio 2005 development platform) ไปแล้วด้วย
       
       สำหรับการทำงานของเธรด โปรไฟเลอร์ 3.0 นั้นทำหน้าที่แสดงผลว่าแต่ละเธรดกำลังทำงานอะไรอยู่ ตลอดจนโชว์สถานะของงานที่เธรดต่าง ๆ ทำอยู่ด้วยว่ากำลังเดินหน้า หรืออยู่ระหว่างรอ ความสามารถดังกล่าวช่วยให้นักพัฒนาสามารถเจาะลึกเข้าไปถึงประสิทธิภาพการทำงานของแอปพลิเคชันได้ดียิ่งขึ้น
       
       ราคาของ เธรดดิ้ง บิวดิ้ง บล็อก 1.0 และเธรด โปรไฟเลอร์คาดว่าจะอยู่ที่ 299 เหรียญสหรัฐ ขณะที่เธรด เช็คเกอร์ 3.0 นั้นคาดว่าจะอยู่ที่ 999 เหรียญสหรัฐ
       
       Company Related Links :
       Intel

Credit: Manager Online

โทรศัพท์มือถือออกฤทธิ์ เขี่ยนาฬิกาข้อมือตกชั้น

August 29, 2006

โทรศัพท์มือถือกำลังทำให้นาฬิกาข้อมือถูกลดลงความจำเป็นลง เนื่องจากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคไซเบอร์พบว่า ชาวไซเบอร์บางส่วนนิยมดูเวลาบนโทรศัพท์มือถือมากกว่าบนข้อมือ สิ่งที่เกิดขึ้นคือบทบาทความสำคัญของนาฬิกาด้านการบอกเวลานั้นจางลง เหลือเพียงบทบาทในด้านแฟชั่นและเครื่องบ่งบอกฐานะสุดหรูเท่านั้น

       
       ปาร์กเกอร์ วินท์ซ (Parker Weintz) กราฟฟิกดีไซเนอร์ชาวอเมริกันวัย 37 ปี ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวรอยเตอร์สว่าจากเดิมที่เคยมีนาฬิกาแบรนด์ดังอย่าง Swiss Army ติดข้อมืออยู่ตลอดเวลา แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนใจมาดูเวลาจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าแทน
       
       "เวลาในนี้เที่ยงตรงมาก" วินท์ซกล่าวพร้อมกับชูโทรศัพท์มือถือในกระเป๋า "มันอยู่กับเราทุกที่ในยุคดิจิตอลเช่นทุกวันนี้ แถมการไม่ใส่นาฬิกาข้อมือ ทำให้ผมมีโอกาสถามเวลาจากสาวสวยที่พบเจอได้อีกด้วย"
       
       สิ่งที่เกิดขึ้นในวงการธุรกิจจำหน่ายนาฬิกาข้อมือในปัจจุบันนี้สะท้อนให้เห็นถึงขาลงของนาฬิกาข้อมืออย่างเห็นได้ชัด อย่างเช่นยอดขายนาฬิกาในสหรัฐฯที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2001 ล่าสุดลดลง 4.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 2005
       
       ทิม ดาวด์ (Tim Dowd) นักวิเคราะห์ของบริษัทวิจัยตลาด Packaged Facts ผู้เขียนรายงานเรื่อง "Watches and Clocks in the U.S." ระบุถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีต่อนาฬิกาข้อมือว่า ผู้ที่ปันใจจากนาฬิกาข้อมือหันไปหาโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์พีดีเอส่วนใหญ่เป็นเพศชาย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต ขณะที่ฝ่ายหญิงดูจะจงรักภักดีต่อนาฬิกาข้อมือมากกว่า ในฐานะเครื่องประดับชิ้นหนึ่ง
       
       จากสถิติผู้ซื้อนาฬิกาข้อมือชาวอเมริกันอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวนทั้งสิ้น 69.9 ล้านคน กว่า 40.3 ล้านคนเป็นผู้หญิง
       
       ดาวด์อธิบายว่าปัจจุบันผู้ผลิตนาฬิกาข้อมือต่างต้องดำเนินกลยุทธ์ทำการตลาดด้วยการใช้พรีเซนเซอร์ที่มีชื่อเสียง เช่นดารานักร้องหรือนักกีฬาชื่อดัง ร่วมกับการดึงเอาคุณสมบัติด้านความหรูหราและราคาแสนแพงเข้ามาเป็นจุดเด่น เห็นได้ชัดจาก Swatch Group ผู้ผลิตนาฬิการายใหญ่ที่สุดของโลก เจ้าของแบรนด์ Omega และ Tissot ที่มีผลประกอบการครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นเนื่องจากความต้องการในตลาดนาฬิกาข้อมือราคาแพงที่เพิ่มขึ้น จนทำให้บริษัทผู้ผลิตนาฬิกาข้อมือรายอื่นๆสนใจหันมาเน้นจุดยืนการเป็นนาฬิกาหรูหราบ้าง
       
       การวิจัยของดาวด์พบว่า ชายชาวอเมริกันซื้อนาฬิกาหรูหรามากกว่าผู้หญิง โดยในชาวอเมริกันที่ซื้อนาฬิกาหรูหราราคาแพงระดับต้นๆทั้งหมด ราว 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นผู้หญิง คาดว่าเป็นไปตามค่านิยมในการใช้นาฬิกาข้อมือเป็นเครื่องบอกฐานะอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต
       
       จุดนี้จูซ รูบิน (Josh Rubin) บรรณาธิการเว็บไซต์ coolhunting.com ให้ความเห็นว่าการเป็นสิ่งบ่งบอกฐานะของนาฬิกาข้อมือนั้นไม่เพียงพอแล้วสำหรับการยืนหยัดในปัจจุบัน แต่นาฬิกาข้อมือควรจะมีฟังก์ชันเฉพาะตัวอื่นๆเช่น ระบบ GPS ที่สามารถบอกเส้นทางที่ผู้ใส่ต้องการไปได้ เหล่านี้จะทำให้นาฬิกาข้อมือสามารถสร้างความนิยมให้กับผู้บริโภคในยุคไซเบอร์ได้
       
       เรียบเรียงจากรอยเตอร์ส

Credit: Manager Online

Google ส่งชุด Google Apps ถ่อมตัวไม่ใช่คู่แข่งไมโครซอฟท์

August 28, 2006

กูเกิลส่ง "Google Apps" ชุดแพ็กเกจซอฟต์แวร์สำหรับใช้งานในองค์กรธุรกิจ หวังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการไอทีโลก ประกอบด้วยจีเมล บริการฟรีอีเมลเนื้อที่มหาศาล, Google Calendarโปรแกรมปฏิทินออนไลน์, Google Talk โปรแกรม Instant-Messaging และสุดท้ายกับ Page Creator โปรแกรมสร้างเว็บเพจ
       

       ชุดโปรแกรมที่กูเกิลพัฒนาออกมานี้มีเวอร์ชันฟรีสำหรับใช้ในธุรกิจขนาดกลาง, มหาวิทยาลัย และองค์กรที่ไม่แสวงกำไรด้วย ซึ่งตามแผนที่วางไว้ กูเกิลยังจะมีเวอร์ชันพรีเมียมสำหรับเจาะกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่และหน่วยงานภาครัฐด้วย โดยจะเป็นเวอร์ชันที่ไม่มีโฆษณา และผู้ดูแลระบบสามารถปรับปรุงแก้ไข ตลอดจนควบคุมฟีเจอร์บางอย่างได้ ซึ่งรายละเอียด-ราคาของเวอร์ชันพรีเมียมดังกล่าวยังไม่มีการเปิดเผยออกมาแต่อย่างใด
       
       "เป้าหมายหลักของชุดซอฟต์แวร์นี้คือคุณสามารถทดลองใช้งานฟีเจอร์ใหม่ได้ตลอดเวลา" Dave Girouard ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายเอนเทอร์ไพรส์ของกูเกิลกล่าว และเขายังได้เพิ่มเติมอีกว่า อนาคตอาจมีการรวมโปรแกรมเวิร์ดโปรเซสเซอร์และกูเกิลสเปรดชีทเข้าไว้ใน Google Apps ด้วย
       
       ซู เฟลด์แมน นักวิเคราะห์จากไอดีซีกล่าวว่า การเปิดตัว Google Apps เป็นปัจจัยที่ผลักให้กูเกิลก้าวขึ้นเป็นคู่แข่งของไมโครซอฟท์ในธุรกิจซอฟต์แวร์อย่างเปิดเผย
       
       "ความยุ่งยากในการใช้งานซอฟต์แวร์ไมโครซอฟท์ ผนวกกับระยะเวลาในการพัฒนาวินโดวส์ วิสต้าที่ค่อนข้างยาวนาน ส่งผลให้ลูกค้าของไมโครซอฟท์พิจารณาหาทางเลือกมากขึ้นว่าพวกเขาต้องการอัปเดทไปใช้วิสต้าหรือหันไปทดลองโปรแกรมที่ทำงานได้ง่ายกว่าอย่าง Google Apps" Martin Pyykkonen นักวิเคราะห์จาก Global Crown Capital กล่าว
       
       
ด้าน Girouard ผู้บริหารจากกูเกิลได้พยายามเน้นว่า โปรแกรม Google Apps ไม่ใช่โปรแกรมที่ถูกออกแบบมาแทนที่ซอฟต์แวร์หลักของไมโครซอฟท์อย่างวินโดวส์ หรือออฟฟิศ แต่เขาเชื่อว่า บริษัทต่าง ๆ จะหันมารันทั้งสองแอปพลิเคชัน (Google Apps และโปรแกรมของไมโครซอฟท์) ไปพร้อม ๆ กันมากกว่า
       
       "เราไม่ได้สร้างมันขึ้นมาเป็นทางเลือกจากวินโดวส์ และไม่ต้องการใช้มันสำหรับกำจัดแอปพลิเคชันใด ๆ เพียงแต่ต้องการเสนอทางใหม่ในการทำงานเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถหลุดพ้นจากปัญหาเดิม ๆ ที่ต้องเผชิญมานานหลายปี" Girouard

       
       Company Related Links :
       Google
       Microsoft

Credit: Manager Online

Microsoft เปิดไพ่ Toshiba รับบทผู้ผลิตเครื่องเล่น "Zune" ชน iPod

August 27, 2006

หลังจากที่ไมโครซอฟท์ประกาศว่าจะส่ง "Zune" ซอฟต์แวร์และเครื่องเล่นเพลงดิจิตอลพกพาลงชิงชัยในตลาดที่มีแอปเปิลเป็นเจ้าตลาดอยู่ ล่าสุดไมโครซอฟท์เปิดตัวบริษัทที่จะมารับหน้าที่เป็นผู้ผลิตตัวเครื่อง Zune แล้ว ไม่ใช่ใครอื่นไกล ไพ่ออกที่โตชิบา ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แดนปลาดิบ

       
       ความเคลื่อนไหวนี้ของไมโครซอฟท์ (Microsoft) ถูกเปิดเผยขึ้นหลังจากโตชิบา (Toshiba) ส่งคำขออนุญาตไปยังคณะกรรมการเอฟซีซี หรือ Federal Communications Commission ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมของสหรัฐฯ แจ้งว่าจะเข้ามาทำงานร่วมกับบริษัทไมโครซอฟท์ ยักษ์ใหญ่แห่งเรดมอนด์ วอชิงตัน
       
       คำขออนุญาตของโตชิบาได้รับการอนุมัติ โดยระบุว่าเป็นการร่วมงานกันในโครงการสร้างผลิตภัณฑ์เครื่องเล่นเพลง MP3 พกพา โดยชื่อของผลิตภัณฑ์ที่ปรากฏในคำร้องกลับไม่ใช่ "Zune" อย่างที่ไมโครซอฟท์เคยประกาศไว้ แต่ใช้ชื่อว่า "Pyxis" แทน
       
       ไมโครซอฟท์ออกมายืนยันว่าเตรียมตัวก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงดิจิตอลแล้วอย่างเต็มรูปแบบด้วยการพัฒนาเครื่องเล่นเพลงดิจิตอลและซอฟต์แวร์ด้านการจัดการเพลงเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยใช้ชื่อว่า "Zune" ในครั้งนั้นไมโครซอฟท์ระบุว่าโครงการนี้ถูกวางตำแหน่งไว้ให้เป็น "อุปกรณ์ด้านเสียงเพลง วีดีโอ และความบันเทิงตัวใหม่" แต่ยังไม่มีการให้รายละเอียดเกี่ยวกับบริการ-ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนี้มากนัก แต่ระบุชัดเจนว่าจะส่งผลิตภัณฑ์นี้ออกให้ทันช่วงเทศกาลวันหยุดปลายปีอย่างแน่นอน
       
       "ดิฉันสามารถยืนยันได้เพียงว่าโตชิบาคือผู้ผลิตเครื่องเล่น MP3 ให้กับไมโครซอฟท์ ตามที่เอฟซีซีรายงาน" ประชาสัมพันธ์ของไมโครซอฟท์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเอเอฟพี "แต่ยังไม่สามารถให้รายละเอียดใดๆเพิ่มเติมได้ในขณะนี้"
       
       ตามการเปิดเผยของเอฟซีซี เครื่องเล่นเพลง MP3 ของไมโครซอฟท์จะสามารถฟังวิทยุเอฟเอ็มได้ สามารถถ่ายโอนไฟล์วีดีโอ ไฟล์รูปภาพ และไฟล์เพลงไปยังคอมพิวเตอร์ได้แบบไร้สาย
       
       "ผู้ใช้สามารถรับและส่งภาพ เพลง อัลบัม และเพลย์ลิสต์ให้กับผู้ใช้ Pyxis ด้วยกันได้" ตามเนื้อความที่ระบุในเอกสารของเอฟซีซี ซึ่งระบุไว้ด้วยว่า ผู้ใช้สามารถสตรีมเพลงสูงสุด 4 เพลงติดต่อกันให้ผู้ใช้รายอื่นสามารถฟังเพลงไปพร้อมๆกันได้ไม่ต่างจากการเป็นดีเจในคลื่นวิทยุ
       
       สำหรับภาพเครื่องต้นแบบและภาพวาดจำลองที่โตชิบาส่งให้กับทางเอฟซีซี มีขนาดใหญ่เท่าสมุดโน้ต พร้อมคลิกวิลล์ไม่ต่างจากไอพ็อด โดยในบางรุ่นจะมาพร้อมฮาร์ดไดร์ฟความจุ 30GB ด้วย ตามการรายงานของเอเอฟพี
       
       นักวิเคราะห์นั้นมองว่าสาเหตุที่ไมโครซอฟท์ต้องการกระโดดเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดเครื่องเล่นเพลงแบบพกพานั้นเป็นเพราะว่า บริษัทมองว่าเครื่องเล่นเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น เนื่องจากความสามารถในการพกพาไปได้ทุกที่เช่นในห้องนั่งเล่น พร้อมกับที่ซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์เริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว ขณะเดียวกันก็ต้องการให้แบรนด์ของตนเองนั้นมีบทบาทมากขึ้นในวงการบันเทิงดิจิตอลที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคสูง
       
       Company Related Links :
       Microsoft
       Apple

Credit: Manager Online

Nokia ชี้องค์กรธุรกิจยุคใหม่พร้อมก้าวเข้าสู่การเป็นองค์กรไร้สาย ประเทศไทยมีความพร้อมมากที่สุดในเอเชียใต้

Thailand, August 24, 2006

โนเกีย เผยผลการวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับความพร้อมขององค์กรในเมืองใหญ่ 6 เมืองทั่วเอเชียที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นองค์กร ไร้สาย  โดยพิจารณาจากปัจจัยหลัก 9 ประการ ตั้งแต่การใช้แอพพลิเคชั่นไร้สาย ไปจนถึงนโยบายขององค์กรและโครงสร้างด้านไอที ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในดัชนีความพร้อมในการเป็นองค์กรไร้สายซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ระดับความก้าวหน้าในการเป็นองค์กรไร้สายในแต่ละเมืองที่มีการวิจัย

ผลของการวิจัยดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าองค์กรธุรกิจในกรุงเทพฯ และสิงคโปร์ มีความพร้อมสูงสุดในการเป็นองค์กรไร้สาย ส่วนองค์กรในบังกาลอร์ กัวลาลัมเปอร์ มุมไบ และนิวเดลี มีศักยภาพที่จะพัฒนาสู่โลกไร้สายค่อนข้างมาก

การวิจัยในครั้งนี้จัดทำโดยบริษัท แซฟฟรอนฮิลล์ ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยอิสระ โดยได้สอบถามผู้บริหาร 300 รายใน 6 เมืองใหญ่ได้แก่ บังกาลอร์ กรุงเทพฯ
กัวลาลัมเปอร์ มุมไบ นิวเดลี และสิงคโปร์

มร. บ็อบ แมคดูกอล  กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบริหารลูกค้าและการตลาด บริษัท
โนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เอเชียเป็นผู้นำเสมอในด้านวิวัฒนาการและการปฏิวัติการสื่อสารไร้สาย  องค์กรธุรกิจในภูมิภาคนี้ตระหนักดีถึงประโยชน์ของการเป็นองค์กรไร้สาย โดยใช้ความคล่องตัวมาช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ    การวิจัยและจัดทำดัชนีความพร้อมในการเป็นองค์กรไร้สายครั้งนี้ทำให้เราได้ข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นว่าองค์กรธุรกิจในยุคนี้มีความพร้อมในระดับใด  ความท้าทาย หรือ ปัจจัยใดที่จะกระตุ้นให้องค์กรเหล่านี้พัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรไร้สาย   ตลอดจนความตั้งใจที่จะพัฒนาต่อไปในอนาคต    ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เราปรับการพัฒนาสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการ และสนับสนุนให้องค์กรทั่วเอเชียพัฒนาสู่โลกไร้สายได้ต่อไป”

ประเทศไทย มีความพร้อมอันดับหนึ่งในเอเชียใต้
ผลวิจัยดังกล่าวระบุว่าองค์กรธุรกิจ 9 ใน 10 แห่งในประเทศไทยใช้แอพพลิเคชั่นการสื่อสารไร้สายอยู่แล้วอย่างน้อย 2 แอพพลิเคชั่น  องค์กรส่วนใหญ่อนุญาตให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้ รวมทั้งยังเห็นว่าการทำงานแบบไร้สายช่วยเพิ่มประสิทธิผลในการทำงาน รวมทั้งสร้างสมดุลในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวของพนักงานมากขึ้น    จากความพร้อมในการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ รวมถึงบรรยากาศในการทำงานที่มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ทำให้องค์กรต่างๆ หันมาใส่ใจกับเรื่องของความปลอดภัยของข้อมูลและการบริหารจัดการอุปกรณ์สื่อสารไร้สายขององค์กรมากขึ้น รวมทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างด้านไอทีขององค์กรให้รองรับการสื่อสารไร้สายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มร. แมคดูกอลกล่าวเสริมว่า “องค์กรในประเทศไทยมีความพร้อมที่จะใช้ประโยชน์สูงสุดจากความคล่องตัวในการเป็นองค์กรไร้สาย  สิ่งสำคัญในการสร้างความคล่องตัวให้แก่องค์กร คือ การเชื่อมต่อระหว่างคนทำงานกับกระบวนการทำงานและเทคโนโลยี  นอกจากการมีอุปกรณ์สื่อสารไร้สายแล้ว องค์กรธุรกิจยังจำเป็นต้องพิจารณาการบริหารการเปลี่ยนแปลงด้วย  โดยต้องกำหนดนโยบายที่เหมาะสม  การจัดการให้มีทรัพยากรและการสนับสนุนที่เพียงพอ เพื่อให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากความคล่องตัวและการเป็นองค์กรไร้สาย”

นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังรวมถึงข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับความพร้อมในการก้าวสู่โลก
ไร้สายขององค์กรในประเทศไทย ได้แก่

  • แอพพลิเคชั่นไร้สายที่ใช้มากที่สุดได้แก่
    • ปฏิทินนัดหมายและรายชื่อผู้ติดต่อ (72%)
    • อีเมล์ไร้สาย (64%)
    • แอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้เรียกดูเอกสารภายในที่ทำงานได้ (62%)
  • แอพพลิเคชั่นไร้สายสำคัญที่องค์กรธุรกิจในประเทศไทยต้องการใช้ ได้แก่ แอพพลิเคชั่นสำหรับการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM)
    แอพพลิเคชั่นสำหรับผู้จัดส่งสินค้า  และแอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้เชื่อมต่อเข้ามาใช้งานเครือข่ายอินทราเน็ต หรือฐานข้อมูลขององค์กรได้จากอุปกรณ์สื่อสารไร้สาย
  • 74% ขององค์กรที่ถูกสำรวจความเห็นต้องการซื้ออุปกรณ์สื่อสารไร้สายเพิ่มขึ้นให้แก่พนักงานในระยะ 12-24 เดือนข้างหน้า  ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจ ได้แก่ ความต้องการของพนักงาน  การเพิ่มประสิทธิผลในการทำงานของพนักงาน  และผลตอบแทนการลงทุน
  • 72% ขององค์กรที่ถูกสำรวจรับว่าพนักงานใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนเองในการทำงานอยู่แล้ว
  • 58% ขององค์กรที่ถูกสำรวจเห็นว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่กลายเป็นเครื่องมือหลักในการติดต่อธุรกิจขององค์กรของตนอยู่แล้ว
  • 52% ขององค์กรที่ถูกสำรวจมีเครือข่าย VPN ให้พนักงานใช้อยู่แล้ว
  • 54% ขององค์กรที่ถูกสำรวจมีเครือข่ายการเชื่อมต่อแบบ LAN ไร้สายแล้ว
  • 100% ขององค์กรที่ถูกสำรวจเห็นว่าความคล่องตัวในการทำงานแบบ
    ไร้สายช่วยเพิ่มประสิทธิผลในการทำงานของพนักงาน
  • 100% ขององค์กรที่ถูกสำรวจเห็นว่าความคล่องตัวในการทำงานแบบ
    ไร้สายช่วยเพิ่มความสมดุลในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว
  • 82% ขององค์กรที่ถูกสำรวจมีนโยบายอนุญาตให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้
  • 96% ขององค์กรที่ถูกสำรวจให้ความสำคัญกับการอบรมพนักงานในเรื่องที่เกี่ยวกับโซลูชั่นการสื่อสารไร้สาย
  • 94% ขององค์กรที่ถูกสำรวจรู้สึกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยบ้างเมื่อตอนที่จะเริ่มใช้แอพพลิเคชั่นการสื่อสารไร้สายในองค์กร   ส่วนใหญ่ใช้พาสเวิร์ดและโปรแกรมต้านไวรัส
  • 58% มีนโยบายด้านความปลอดภัยในการเชื่อต่อจากอุปกรณ์ไร้สายเพื่อเข้ามาใช้เครือข่ายอินทราเน็ตในองค์กร  และทั้งหมดบอกว่าได้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวแล้ว
  • มีเพียง 18% ขององค์กรที่ถูกสำรวจเท่านั้นที่มีนโยบายการกำหนดว่าอุปกรณ์สื่อสารไร้สายเครื่องใดที่อนุญาตให้เชื่อมต่อเข้ามาที่เครือข่ายขององค์กรได้บ้าง

ดัชนีความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นองค์กรไร้สาย
เมื่อพูดถึงการเป็นองค์กรไร้สาย คำนี้มีความหมายมากกว่าเพียงการใช้อุปกรณ์สื่อสารไร้สายในการทำงาน หรือการใช้เทคโนโลยีสื่อสารไร้สายในองค์กร  แต่รวมไปถึงพนักงานและกระบวนการทำงานด้วย   หากองค์กรขาดนโยบายที่ชัดเจนและขาดวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะสม ย่อมจะเกิดข้อจำกัดมากมายในการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรไร้สาย

ปัจจัย 9 ประการในดัชนีความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นองค์กรไร้สายนั้น จะช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นภาพรวมได้ว่าตนเองมีความพร้อมแค่ไหนที่จะใช้ หรือสร้างบรรยากาศ หรือมีเครือข่ายและอุปกรณ์พื้นฐาน ตลอดจนนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้  ปัจจัยทั้ง 9 ประการชี้ให้เห็นว่าองค์กรแต่ละแห่งได้อนุญาต หรือเปิดโอกาสให้มีการใช้ หรือมีการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อยู่แล้วหรือไม่ ดังนี้

  • มีการใช้แอพพลิเคชั่นอย่างน้อย 2 แอพพลิเคชั่นภายในองค์กร
    เช่น อีเมล์ไร้สาย ปฏิทินนัดหมาย การเชื่อมต่อสู่เครือข่ายอินทราเน็ต
    หรือแอพพลิเคชั่นสำหรับงานขาย
  • ความตั้งใจที่จะซื้ออุปกรณ์สื่อสารไร้สายเพิ่มเติมในอีก 12-24  เดือนข้างหน้า
  • มีโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือสมาร์ทโฟนให้พนักงานใช้
  • มีคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปให้พนักงานใช้
  • มีเครือข่าย VPN สำหรับพนักงานในองค์กร
  • มีเครือข่าย LAN ไร้สายสำหรับพนักงาน
  • มีนโยบายด้านความปลอดภัยในการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์สื่อสารไร้สายเข้าสู่เครือข่ายอินทราเน็ตขององค์กร
  • กำหนดนโยบายด้านทรัพยากรบุคคลที่อนุญาตให้พนักงานทำงานจากบ้านได้
  • มีนโยบายด้านไอทีที่กำหนดว่าอุปกรณ์สื่อสารไร้สายประเภทใดบ้างที่อนุญาตให้เชื่อมต่อเข้ามาที่เครือข่ายขององค์กรได้

ข้อมูลเกี่ยวกับโนเกีย
โนเกีย เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมสื่อสารไร้สายในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  โดยเป็นผู้พัฒนา รวมทั้งจำหน่าย เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์  ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคใน ประเทศต่างๆ ประมาณ 20 ประเทศ ทั่วภูมิภาค

โนเกีย เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการสื่อสารไร้สายของโลก ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา อย่างยั่งยืน ของธุรกิจ ด้านการสื่อสาร   โนเกียมุ่งมั่นที่ช่วยให้ผู้คนสื่อสารกันและเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการ ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ ที่ใช้งานง่าย และสร้างสรรค์มากมาย อาทิ โทรศัพท์เคลื่อนที่  อุปกรณ์ไร้สาย และ
โซลูชั่นด้าน ภาพดิจิตอล  เกม สื่อไร้สาย โซลูชั่น สำหรับองค์กรต่างๆ  โนเกียเป็นผู้สร้างสรรค์ และนำเสนออุปกรณ์ โซลูชั่น และบริการให้แก่ ผู้ให้บริการระบบ และองค์กรชั้นนำ


Credit: Nokia Thailand

เปิดตัวโนเกีย E50 อุปกรณ์สื่อสารไร้สายขนาดเล็กสุดในกลุ่ม Eseries เจาะกลุ่มนักธุรกิจยุคใหม่

Thailand, August 24, 2006


สร้างประสบการณ์เหนือระดับกับการสื่อสารด้วยเสียงในรูปแบบใหม่และ
อีเมล์ไร้สายที่ใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพ

โนเกีย เปิดตัวโนเกีย E50  อุปกรณ์สื่อสารไร้สายสำหรับนักธุรกิจรุ่นล่าสุดในกลุ่ม Eseries  ซึ่งโดดเด่นด้วยฟังก์ชั่นการสื่อสารด้วยเสียง การใช้งานอีเมล์ไร้สาย
และการรับส่งข้อมูลไร้สาย ที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับองค์กรธุรกิจ โดยพนักงานสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายโทรศัพท์ขององค์กรและแอพพลิเคชั่นต่างๆในองค์กรได้เมื่อต้องการ  นอกจากนี้ ฝ่ายไอทีขององค์กรสามารถบริหาร
โนเกีย E50 แบบระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยด้วยโซลูชั่น Intellisync Device Management

โนเกีย E50 มีดีไซน์คลาสสิก ขนาดกะทัดรัด เพรียวบาง และมีสไตล์  เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพียงเครื่องเดียวที่สามารถใช้งานได้ทั้งสำหรับติดต่อธุรกิจและส่วนตัว  โนเกีย E50 มีแอพพลิเคชั่นธุรกิจที่ติดตั้งมาแล้วในเครื่อง 
มีฟังก์ชั่นการสื่อสารด้วยเสียงที่เพียบพร้อม  สามารถใช้หมายเลขโทรศัพท์ได้ถึง 2 เลขหมายในเครื่องเดียว*  ทั้งยังมีคุณสมบัติการใช้งานเพื่อความบันเทิง เช่น เครื่องเล่นไฟล์เพลง MP3   และกล้องดิจิตัลความละเอียด 1.3 ล้านพิกเซล รวมอยู่ในโทรศัพท์รูปทรงสวยงามทำจากโลหะมันวาวที่แต่งแต้มด้วยสีสัน

โนเกีย E50 พัฒนาขึ้นบนแพลทฟอร์ม S60 3rd edition และระบบปฏิบัติการ
ซิมเบียน เพื่อให้ความปลอดภัยและสามารถควบคุมการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด  โดยสามารถรองรับโซลูชั่นอีเมล์ไร้สายซึ่งเป็นที่นิยมทั่วไป ได้แก่ Intellisync Wireless Email ของโนเกีย BlackBerry Connect, Visto Mobile, Altexia และ Microsoft ActiveSync  นอกจากนี้ โนเกีย E50 ยังรองรับการใช้งานในระบบเครือข่ายบนเทคโนโลยี GSM ในช่วง 4 คลื่นความถี่ (EGSM 850/900/1800/1900)  ทำให้มีเสียงคมชัด และมีคุณสมบัติการใช้งานด้านเสียงที่หลากหลาย    ด้วยแบตเตอรี่ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงจึงสามารถสนทนาต่อเนื่องได้นานถึง 6 ชั่วโมง

มร. บ็อบ แมคดูกอล กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบริหารลูกค้าและการตลาด บริษัท
โนเกีย (ประเทศไทย ) จำกัด  กล่าวว่า “โนเกียมุ่งมั่นที่จะช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากการสื่อสารไร้สายได้อย่างเต็มที่ และสามารถสนองทุกความต้องการที่แตกต่างของพนักงานในองค์กรได้  เราจึงได้ออกแบบอุปกรณ์สื่อสารไร้สายของเราให้มีคุณสมบัติที่เพียบพร้อม ใช้งานง่าย โดยมีโซลูชั่นและฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบถ้วน  เราพร้อมจะช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถบริหารงานและเพิ่มความคล่องตัวให้กับพนักงานทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

เพิ่มประสิทธิภาพพนักงานในองค์กรไร้สาย  ลดต้นทุนได้อย่างเห็นผล
การเปิดตัวโนเกีย E50 ผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มธุรกิจ โนเกียมุ่งเพิ่มความคล่องตัวให้กับนักธุรกิจด้วยคุณสมบัติการใช้งานด้านการสื่อสารด้วยเสียงรูปแบบใหม่  โซลูชั่นใหม่เหล่านี้สามารถผสานเป็นหนึ่งเดียวกับระบบโทรศัพท์ขององค์กร (PBX)  เช่น โซลูชั่นที่ช่วยดึงการโทรออกจากโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้ามาไว้บนระบบ PBX ขององค์กรช่วยให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการโทรทางไกลและโทรต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงลดปัญหาในการเพิ่มความคล่องตัวในการติดต่อสื่อสารขององค์กรได้ดี   ทั้งนี้ บริษัทที่ใช้โซลูชั่น Avaya Communication Manager อยู่จะสามารถเชื่อมต่อโนเกีย E50 เข้ากับระบบโทรศัพท์ขององค์กรได้ทันทีโดยใช ้
แอพพลิเคชั่น Avaya one-X Mobile Edition  ซึ่งโนเกีย E50  สามารถทำงานเสมือนเป็นโทรศัพท์เครื่องหนึ่งในสำนักงาน  เช่นสามารถกดหมายเลขภายในองค์กรแบบ 3 หรือ 4 ตัวได้ทันที สามารถทำ call forwarding หรือ one-touch voice และเรียกไปยังหมายเลขภายในอื่นได้สะดวก

ในโนเกีย E50 ยังได้มีการติดตั้งแอพพลิเคชั่นธุรกิจที่ช่วยเพิ่มประสิทธิผลในการทำงานของพนักงานได้ เช่น Nokia Team Suite ซึ่งเป็นหนึ่งในโซลูชั่น Nokia Office Tools ช่วยให้ทำการประชุมทางไกล หรือใช้งานแบบ push-to-talk กับพนักงานในกลุ่มที่กำหนดไว้ได้ง่ายและรวดเร็ว พร้อมเพิ่มความสะดวกด้วยลำโพงในตัว   โนเกีย E50 มีปุ่มค้นหาที่ช่วยให้หาข้อมูลที่สำคัญได้อย่างรวดเร็ว เช่น  รายชื่อผู้ที่ต้องการติดต่อ  อีเมล์ และข้อความ  นอกจากนี้ยังสามารถเรียกดูไฟล์แนบบนอีเมล์ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์เอกสาร พรีเซ็นเทชั่น หรือสเปรดชีทได้อย่างสะดวกด้วยโปรแกรม Quickoffice

บริหารง่ายเพิ่มความคล่องตัวให้องค์กร
แอพพลิเคชั่น Intellisync Device Management ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการเครื่องในแบบทางไกลได้โดยไม่ต้องติดตั้งแอพพลิเคชั่นเพิ่มเติมบนเครื่องที่รองรับ OMA DM อยู่แล้วเช่นผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Eseries   และสำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไอทีขององค์กร  ก็สามารถจัดการกับเครื่องที่รองรับ OMA DM ได้สะดวกผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์สำหรับบริหารอุปกรณ์ขององค์กรนั้น ซึ่งอาจเป็นเซิร์ฟเวอร์ขององค์กรเองหรือของผู้ให้บริการระบบก็ได้

ผู้ที่สนใจสามารถเรียกดูคุณสมบัติการใช้งานของ E50 โดยละเอียดได้จากเว็บไซต์ www.nokia.com/business

                                                                                                          
ข้อมูลเกี่ยวกับโนเกีย
โนเกีย เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมสื่อสารไร้สายในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  โดยเป็นผู้พัฒนา รวมทั้งจำหน่าย เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์  ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคใน ประเทศต่างๆ ประมาณ 20 ประเทศ ทั่วภูมิภาค
 หรือติดต่อโนเกีย แคร์ ไลน์ เพื่อขอรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และราคาที่ โทร. 0 2251 2111

โนเกีย เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการสื่อสารไร้สายของโลก ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา อย่างยั่งยืน ของธุรกิจ ด้านการสื่อสาร   โนเกียมุ่งมั่นที่ช่วยให้ผู้คนสื่อสารกันและเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการ ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ ที่ใช้งานง่าย และสร้างสรรค์มากมาย อาทิ โทรศัพท์เคลื่อนที่  อุปกรณ์ไร้สาย และ
โซลูชั่นด้าน ภาพดิจิตอล  เกม สื่อไร้สาย โซลูชั่น สำหรับองค์กรต่างๆ  โนเกียเป็นผู้สร้างสรรค์ และนำเสนออุปกรณ์ โซลูชั่น และบริการให้แก่ ผู้ให้บริการระบบ และองค์กรชั้นนำ 

* ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการระบบ


Credit: Nokia Thailand

TOT ยัน"นอมินี"ไม่มีมีผลกับสัญญา AIS

August 24, 2006

ทีโอทีระบุกรณีนอมินีถือหุ้นชินคอร์ปเกินกำหนดจะไม่มีผลกระทบต่อสัญญาร่วมการงานโทรศัพท์มือถือระหว่างทีโอทีและเอไอเอส ซึ่งหากผลชี้ชัดมีความผิด กทช.จะสามารถยึดคืนเลขหมายได้เพียง 2 ล้านเลขหมายที่กทช.อนุมัติให้ล่าสุดเท่านั้น

       
       นายจำรัส ตันตรีสุคนธ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าเหตุที่กรณีนอมินีจะไม่กระทบต่อสัญญาร่วมการงานโทรศัพท์มือถือระหว่างทีโอทีและเอไอเอส เป็นเพราะอำนาจของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ในการยืดเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่คืนนั้น ทำได้เฉพาะกับเลขหมายที่กทช.ได้อนุมัติให้เอไอเอสเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาจำนวน 2 ล้านเลขหมายเท่านั้น ส่วนเลขหมายที่อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานของทีโอทีจำนวน 15-16 ล้านเลขหมาย กทช.ไม่สามารถยึดคืนได้ เพราะทีโอทีไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขใบอนุญาตแต่อย่างใด
       
       "แม้ทีโอทีจะยังไม่ได้ศึกษาผลกระทบจากกรณีผลตรวจสอบการถือหุ้นแทนต่างชาติ (นอมินี) ใน บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น ว่าจะมีผลกระทบต่อสัญญาร่วมการงานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) หรือไม่ แต่ในเบื้องต้นเชื่อว่าบทลงโทษของกทช.จะไม่มีผลกับเลขหมายที่อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานของทีโอทีเดิมจำนวน 15-16 ล้านเลขหมาย เพราะทีโอทีไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขใบอนุญาต"
       
       นายจำรัสยืนยันว่า จะหารือในกรณีนี้อีกครั้งหลังจากรู้ผลการตรวจสอบชี้ชัดจากกระทรวงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ
       
       สำหรับเนื้อหาในสัญญาร่วมการงานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างทีโอทีกับเอไอเอส ภายในสัญญาระบุเพียงว่าบริษัทผู้รับสัมปทานจะต้องเป็นนิติบุคคล ไม่มีการระบุว่าจะต้องเป็นบริษัทคนไทยหรือต่างชาติ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับนิติบุคคล คู่สัญญาจะต้องแจ้งและได้รับความยินยอมจากทีโอทีก่อน
       
       ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นในบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ที่เกิดขึ้นจึงไม่มีผลกระทบต่อสัญญาร่วมการงานระหว่างทีโอทีกับเอไอเอส แม้ชินฯจะเป็นผู้ถือหุ้นในเอไอเอสถึง 42 เปอร์เซ็นต์ เพราะเอไอเอสไม่ได้เปลี่ยนแปลงนิติบุคคลที่ได้ทำสัญญากับทีโอที และไม่ได้ทำผิดสัญญาแต่อย่างใด
       
       อย่างไรก็ตาม ทีโอทียืนยันว่าเมื่อทราบการตรวจสอบเรื่องนอมินีจากกระทรวงพาณิชย์แล้ว ทีโอทีจะส่งหนังสือถึงสำนักงานอัยการสูงสุดให้มีการตรวจสอบสัญญาสัมปทานอีกครั้ง เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการต่อไป
       
       Company Related Links :
       TOT
       AIS

Credit: Manager Online

สตง.แฉสัญญาฮัทช์ CDMA ดูดกสท.หมื่นล.

August 24, 2006

สตง.ทำหนังสือถึงประธานบอร์ด กสท ขอให้ชี้แจงตามข้อมูลบอร์ดชุดเก่า ชี้ชัดสัญญาทำการตลาดฯ CDMA ที่ทำกับ "ฮัทซ์" เลี่ยง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ คาด "ฮัทซ์" ตั้งบริษัทลูก "BFKT" มาดูดเลือด กสท ปีละไม่ต่ำกว่าหมื่นล้าน สตง.ขอคำตอบภายในสิ้นเดือนนี้

       
       รายงานข่าวจากบริษัท กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 ส.ค. สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ทำหนังสือถึงประธานบอร์ด กสท. เพื่อให้ชี้แจงโครงการ CDMA ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เนื่องจากมีความสงสัยว่า การดำเนินโครงการส่อแววไม่โปร่งใส และทำให้ กสท เสียประโยชน์เอกชนปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท รวมทั้งอาจจะเป็นการเลี่ยงพ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535
       
       จากการที่บอร์ด กสท. ชุดที่เพิ่งลาออกได้แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาสัญญาทำการตลาด CDMA และสัญญาเช่าโครงข่าย ขึ้นมาตรวจสอบ และได้ข้อสรุปเป็นที่ยุติแล้วว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่ไม่ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ ซึ่งมีผลทำให้ไม่ผูกพันตามกฎหมาย รวมทั้งสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่เคยตีความไว้ และ กสท ได้แจ้งให้บริษัทเอกชนทราบแล้ว
       
       กสท. ได้ทำสัญญาเช่าเครือข่ายจาก BFKT รวมทั้งว่าจ้างบริษัทดังกล่าว ดำเนินการปรับปรุงดูแลรักษาเครือข่าย และทำสัญญาให้บริการ CDMA กับบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย หรือฮัทช์ เป็นผู้ทำการตลาดในส่วนกลาง และรับภาระค่าใช้จ่ายแทน กสท ทั้งหมด กับประกันรายได้ขั้นต่ำแก่ กสท เป็นรายปี ตลอดอายุสัญญา เป็นเงิน 7,986 ล้านบาท ต่อปี
       
       ซึ่งในประเด็น พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมงานฯ นั้นการร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชนจะต้องแบ่งปันผลประโยชน์กันฝ่ายละ 50% แต่สัญญาดังกล่าว กลับให้ฮัทช์จ่ายค่าตอบแทนให้แก่ กสท. เพียง 20% ของกำไร และที่ผ่านมาฮัทช์ขาดทุนโดยตลอด รวมทั้งไม่ได้รับส่วนแบ่งกำไรจาก BFKT ที่มีข้อมูลระบุว่าเป็นบริษัทลูกของฮัทช์เลย ทั้งๆ ที่ กสท ควรจะได้รับค่าประกันรายได้ขั้นต่ำ 7,986 ล้านบาทต่อปีในขณะที่ BFKT ได้รับกำไรมากกว่านี้
       
       สตง. ได้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 โดยสตง. ต้องการทราบว่า เมื่อ กสท. ได้มีหนังสือบอกกล่าวฮัทช์ ที่ระบุว่าสัญญาไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายแล้ว ได้มีการดำเนินการต่อไปอย่างไรหลังจากนั้น และเหตุใดฮัทช์จึงยังคงดำเนินโครงการอยู่จนถึงปัจจุบัน รวมทั้ง กสท จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมงานฯ และ เมื่อ กสท ได้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรว่าสัญญาไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายแล้ว จะมีการสอบสวนดำเนินการทางวินัย ทางแพ่ง และทางอาญากับผู้เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ หรือไม่อย่างไร เพราะเหตุใด
       
       ปัจจุบัน BFKT ได้ทำการปรับปรุงระบบเครือข่ายในส่วนกลาง 25 จังหวัด ให้เข้ากับระบบของ กสท แล้วหรือไม่ และทาง กสท ได้ประเมินความเสียหายหรือผลกระทบต่อโครงข่าย CDMA ในส่วนภูมิภาคของ กสท อย่างไร ในกรณีที่ BFKT ไม่ดำเนินการปรับปรุงเครือข่าย
       
       สตง. ต้องการให้ กสท. ตอบคำถามและจัดส่งเอกสารการพิจารณาของบอร์ดกสท ที่ได้อนุมัติให้ทำสัญญากับบริษัทเอกชนทั้ง 2 แห่ง รวมถึงสำเนาเอกสารการพิจารณาของคณะทำงานพิจารณาสัญญาฯ ที่บอร์ด กสท แต่งตั้ง พร้อมด้วยความเห็นที่เกี่ยวข้องของคณะกรรมการกฤษฎีกา และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในบอร์ด กสท มาให้อย่างเร่งด่วน ภายในวันที่ 31 ส.ค.2549 นี้ เพื่อชี้แจงในประเด็นที่ สตง. สงสัย
       
       Company Related Links:
       Hutch
       CAT

Credit: Manager Online

Microsoft วางแผงวินโดวส์ไร้WMPและMSNในเกาหลีแล้ว

August 24, 2006

แหล่งข่าวของไมโครซอฟท์ไม่ระบุนามเปิดเผยว่า วันนี้ (24 สิงหาคม) คือกำหนดการวางจำหน่ายระบบปฏิบัติการวินโดวส์เวอร์ชันใหม่ ที่ไม่มีโปรแกรมวินโดวส์มีเดียเพลเยอร์ (WMP) และโปรแกรมแชตเอ็มเอสเอ็น ตามคำสั่งของคณะกรรมการการค้ายุติธรรมเกาหลีใต้ หลังจากที่ไมโครซอฟท์วางจำหน่ายวินโดวส์เวอร์ชันดังกล่าวมาแล้วในสหภาพยุโรป

       
       การวางจำหน่ายวินโดวส์เวอร์ชันใหม่ของไมโครซอฟท์ (Microsoft Corp.) ในครั้งนี้ เป็นการปฏิบัติตามข้อบังคับของคณะกรรมการการค้ายุติธรรมของเกาหลีใต้ (Fair Trade Commission) หรือเอฟทีซี เพื่อป้องกันการผูกขาดของตลาดซอฟต์แวร์ในประเทศเกาหลีใต้
       
       ข้อบังคับของเอฟทีซีเกาหลีใต้ไม่เพียงระบุให้ไมโครซอฟท์วางจำหน่ายวินโดวส์เวอร์ชันไร้วินโดวส์มีเดียเพลเยอร์และเอ็มเอสเอ็น เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคเกาหลีใต้เท่านั้น แต่เอฟทีซียังสั่งปรับไมโครซอฟท์ย้อนหลังเป็นจำนวนถึง 3.25 หมื่นล้านวอน หรือประมาณ 1.278 พันล้านบาท เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาด้วย
       
       เงิน 3.25 หมื่นล้านวอนเป็นค่าปรับฐานละเมิดกฏหมายผูกขาดด้วยการจำหน่ายชุดซอฟต์แวร์หลายตัวพ่วงไปในชุดเดียวกัน ทั้งซอฟต์แวร์เล่นไฟล์มัลติมีเดียอย่างวินโดวส์มีเดียเพลเยอร์และซอฟต์แวร์สนทนาอย่างเอ็มเอสเอ็น ซึ่งทำให้ผู้แข่งขันรายอื่นในตลาดซอฟต์แวร์เกาหลีได้ได้รับผลกระทบ รวมถึงผู้บริโภคชาวเกาหลีใต้ไม่มีทางเลือก
       
       ไมโครซอฟท์อ้างว่า ระหว่างการติดตั้งระบบปฏิบัติการวินโดวส์ จะมีการสอบถามผู้ติดตั้งว่าต้องการติดตั้งโปรแกรมทั้งสองนี้หรือไม่ เท่ากับว่าไมโครซอฟท์ไม่ได้ทำผิดฐานจงใจผูกขาดตลาดซอฟต์แวร์แต่อย่างใด ด้านเอฟทีซีเกาหลีใต้กลับไม่ฟังเสียงร้องเรียนใดๆของไมโครซอฟท์ รวมถึงการร้องเรียนครั้งล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้วด้วย
       
       วินโดวส์เวอร์ชันใหม่จะมีทั้งในส่วนของ Windows XP Home Edition และ Windows XP Professional Edition โดยจะมีลิงก์ไปยังเว็บเพจของไมโครซอฟท์ เพื่อให้ผู้ใช้ที่ต้องการโปรแกรม WMP และ MSN เข้าไปดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้
       
       เกาหลีใต้นั้นเป็นตลาดที่ใหญ่อันดับ 10 เมื่อเทียบกับตลาดอื่นทั่วโลก โดยยังไม่มีรายละเอียดตัวเลขใดๆเพิ่มเติมในขณะนี้
       
       Company Related Links :
       Microsoft

Credit: Manager Online

DTAC มั่นใจยอดโพสต์เพดสิ้นปีถึง2ล้าน เปิดกลยุทธ์เลี่ยงปะทะราคาหันหาโทร.ตปท.

August 24, 2006

ดีแทคหวังเติบโตตลาดโพสต์เพดแบบยั่งยืน วางกลยุทธ์เลี่ยงการเผชิญหน้าด้านราคา หันหาบริการสร้างรายได้เสริม รายได้หลักด้านวอยซ์ จับมือการบินไทย  เปิดโปรแกรม DTAC Roaming 2 Mile เปลี่ยนยอดการใช้โทร.โรมมิ่ง 10 บาทเป็น 1 ไมล์สะสม พร้อมรุกโทรต่างประเทศ ขอไลเซ่นต์เกตเวย์ประเภท 3 จากกทช.

       
       นายสันติ เมธาวิกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายลูกค้า บริษัท โทเทิ่ล แอ็คแซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่าในตลาดโพสต์เพด ดีแทคไม่ได้มุ่งเป้าที่จะเป็นผู้นำตลาดในด้านจำนวนลูกค้าเพียงอย่างเดียว ถึงแม้ในปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 1.85 ล้านรายแต่มีเป้าหมายให้ลูกค้าอยู่ในระบบอย่างยั่งยืน โดยรักษาระดับการแข่งขัน ลดการเผชิญหน้าด้านราคา นำเสนอปัจจัยที่แตกต่าง ให้เข้าทดลองใช้ เมื่อเทียบกับผู้ให้บริการรายอื่น
       
       ในปี 2549 ดีแทคต้องการปิดยอดจำนวนลูกค้าโพสต์เพดที่ระดับ 2 ล้านราย ถึงแม้ภาพรวมจะมีลักษณะเหมือนยังคงเติบโต แต่การเติบโตนั้นยังมีอัตราที่ติดลบอยู่ ไม่สอดคล้องกับสัดส่วนประชากรและกลุ่มผู้ใช้งาน โดยผู้ใช้ยังคงเข้าใจว่าระบบพรีเพด นั้นมีความคุ้มค่า สะดวกต่อการใช้มากกว่าเมื่อเทียบกัน  ดังนั้นในส่วนนี้ดีแทคจึงต้องหามุมที่แตกต่าง ด้วยการตั้งโจทก์ถึงการใช้งานแบบยั่งยืนทำอย่างไรผู้ใช้อยู่ยาวนานยั่งยืน ตลาดเติบโตทั้งในแง่การใช้งานควบคู่ไปกับบริการเสริมพิเศษรองรับ
       
       “ครึ่งปีแรกมีลูกค้าใหม่ 3.5 แสนราย ซึ่งยอดการเติบโตก็เป็นที่น่าพอใจ และอยากให้โตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเราไม่ได้มุ่งที่จะเป็นผู้นำยอดคนใช้ แต่เราต้องการแค่ทำอย่างไรให้ผู้ใช้งานแบบยั่งยืน รักษายอดการใช้งาน ไม่ไหลออกจากระบบ ลูกค้าเห็นถึงประโยชน์และความคุ้มค่า เมื่อเทียบกับคู่แข่ง”
       
       สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโตของตลาดโพสต์เพดมาจาก ผู้ให้บริการมีการนำรูปแบบราคามาเล่นมากเกินไป จนทำให้โครงสร้างการแข่งขันผิดเพี้ยนไป เมื่อนำไปเทียบกับตลาดต่างประเทศอย่างกรณี 1 บาทโทร.เป็นชั่วโมง ทำให้ผู้ใช้งานหลงประเด็นในแง่การใช้งานและคุณภาพบริการ โดยส่วนนี้จะส่งผลกระทบต่อด้านรายได้ในบริการส่วนอื่น อาทิ บริการเสริมด้านนอนวอยซ์  บริการจีพีอาร์เอส บริการโทร.ต่างประเทศ
       
       นายสันติ ยังกล่าวว่า ขณะนี้ผู้ให้บริการหลายรายเริ่มตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเล่นเรื่องราคา โดยหันไปหารายได้จากบริการด้านอื่นมาทดแทนรายได้หลักจากด้านวอยซ์ โดยจะเห็นภาพชัดเจนในปี 2550 ในส่วนของดีแทคก็มุ่งที่จะให้เห็นถึงความแตกต่างด้านบริการ โดยการจับมือกับ รอยัล ออร์คิดพลัส โปรแกรม DTAC Roaming 2 Mile เพื่อให้สิทธิประโยชน์นักเดินทางกลุ่มโพสต์เพด ให้สามารถเปลี่ยนยอดค่าใช้บริการข้ามแดนอัตโนมัติ(IR) เป็นยอดไมล์สะสม
       
       ทั้งนี้กลุ่มนักเดินทางถือว่ามีศักยภาพด้านรายได้สูง และมีจำนวนนักเดินทางออกนอกประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ทุกปี ซึ่ง ดีแทคมียอดผู้จดทะเบียนใช้งานไออาร์ อยู่ที่ 1.3 แสนคคน หรือ คิดเป็น 7.2% ของลูกค้าจดทะเบียนทั้งหมด และมียอดผู้ใช้งานต่อเนื่องมากกว่า 2 หมื่นราย มีรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายสำหรับโทร.ต่างประเทศ อยู่ที่ 3,500 บาท โดยสัดส่วนยอดการเติบโตเฉลี่ยการใช้งานเพิ่มขึ้น 20% จากปี 2548 
       
       นายวรรษิษฐ์ ไสยวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ ดีแทค กล่าวว่า สิทธิประโยชน์ที่ ดีแทค มอบให้ร่วมกับรอยัล ออร์คิด พลัส จะมีอัตราแลกเปลี่ยน 10 บาทต่อหนึ่งไมล์ ซึ่งโปรแกรมนี้จะสามารถสมัครผ่านเว็บไซต์หรือผ่านคอลเซ็นเตอร์ 1678 โดยมีระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่ รอบบิลสิงหาคม 2549 -กรกฎาคม 2550
       
       “เป็นขั้นแรก ของการแข่งขันบริการในต่างประเทศ ที่ดีแทค พยายามสร้างจุดแตกต่างมากขึ้น นอกเหนือจากการขยายประเทศรองรับใช้งาน ที่ปัจจุบันให้บริการครอบคลุม 350 โอเปอเรเตอร์ ใน 128 ประเทศ โดยปีนี้ก็ยังคงเดินหน้าขยายบริการให้ครอบคลุมต่อไปอีก อย่างบริการส่วน พุชอีเมล จีพีอาร์เอส อีก 80 ประเทศ กับ 130 ผู้ให้บริการ”
       
       นายสันติ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ ดีแทค ยังได้ส่งหนังสือไปขอใบอนุญาตประเภทที่ 3 จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เพื่อทำธุรกิจบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศในระบบ VOIP และบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศในระบบ International Direct Dialing(IDD)ด้วย โดยดีแทคจะให้ความสำคัญกับธุรกิจด้านนี้ให้มากขึ้น เพราะแนวโน้มธุรกิจระหว่างประเทศจะมีการขยายตัวสูงในอนาคต โดยดีแทคคาดว่า กทช.จะอนุมัติใบอนุญาตดังกล่าวให้ได้ภายในสิ้นปีนี้
       
       “ลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศ ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่สูง หากคิดจากรายได้ในส่วนโทร.ต่างประเทศทั้งหมดจะเป็นการโรมมิ่งจากโอเปอเรเตอร์ต่างประเทศเกือบ 35% หากทำในส่วนนี้ก็จะเป็นผลดี ทั้งในแง่ขาเข้า ขาออก ซึ่งดีแทคมองว่าแนวโน้มธุรกิจโทร.ระหว่างประเทศจะมีการแข่งขันกันมากขึ้น รวมถึงแนวโน้มอัตราค่าใช้บริการก็จะลดลงด้วย ซึ่งผู้ประกอบการทุกรายก็ต้องเร่งแข่งขันกันให้มากขึ้นทั้งด้านบริการเสริมและคุณภาพ”
       
       ดีแทคได้ตั้ง บริษัท ดีแทค เน็ตเวิร์ก เข้าไปยื่นขอไลเซ่นต์ เพราะอยากให้ลูกค้าทั้ง 11 ล้านคนได้ใช้บริการที่มีคุณภาพ และราคาที่เหมาะสม ซึ่งดีแทคได้ยื่นขอไลเซนส์ประเภท 3 หรือมีโครงข่ายเป็นของตัวเอง ดีแทคจะลงทุนวางโครงข่ายทั้งหมดเอง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
       
       สำหรับรายได้จากธุรกิจต่างประเทศคิดเป็น 7% จากรายได้รวมของดีแทคทั้งหมด ซึ่งรายได้ในธุรกิจนี้มีแนวโน้มโตขึ้นปีละ 30% ซึ่งปีหน้าดีแทคคาดว่ารายได้จากธุรกิจนี้จะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 10% เพราะจะมีรายได้จากธุรกิจโทร.ระหว่างประเทศมาเสริม อีกทั้งคาดว่าสัดส่วนรายได้จากบริการนอนวอยซ์ และธุรกิจระหว่างประเทศจะเพิ่มเป็นสัดส่วน 20% จากรายได้รวมทั้งหมด
       
       Company Related Link:
       DTAC

Credit: Manager Online

Google เปิด Gmail ภาคญี่ปุ่นโดยไม่ต้องมีจดหมายเชิญ

August 24, 2006

กูเกิล ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเสิร์ชเอนจินโลกส่งบริการจีเมลเวอร์ชันภาษาญี่ปุ่นตีตลาดปลาดิบ โดยถือเป็นประเทศที่สามรองจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่กูเกิลเปิดให้ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าใช้อีเมลได้โดยไม่ต้องมีจดหมายเชิญ (email invitation) ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ที่กูเกิลเปิดให้บริการจีเมลนั้น ผู้สนใจสมัครจำเป็นต้องได้รับอีเมลจดหมายเชิญจากผู้ที่เป็นสมาชิกอีเมลอยู่ก่อนแล้ว จึงจะสามารถสมัครใช้บริการอีเมลความจุสูงรายนี้ได้

       
       จีเมล (Gmail) บริการฟรีอีเมลความจุสูงระดับกิกะไบต์จากยักษ์ใหญ่เสิร์ชเอนจินโลกรายนี้ ได้ฤกษ์เปิดให้บริการเมื่อ 1 เมษายน 2004 ซึ่งในยุคนั้น ค่ายอีเมลเจ้าตลาดอย่างยาฮูและฮอตเมลยังให้เนื้อที่อีเมลแก่สมาชิกไม่ถึง 10 เมกะไบต์ด้วยซ้ำ แต่การเปิดตัวอีเมลความจุสูงของกูเกิลในครั้งนั้นได้ส่งผลให้ตลาดฟรีอีเมลแข่งขันกันอย่างดุเดือด เจ้าตลาดทั้งสองค่ายอย่างยาฮูและฮอตเมลได้ปรับรูปแบบการให้บริการขึ้นรับการแข่งขันอย่างทันท่วงที
       
       
ปัจจุบัน กูเกิลมีการขยายเนื้อที่ที่ให้บริการในจีเมลเพิ่มขึ้นเป็น 2,700 เมกะไบต์แล้ว และจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยพื้นที่อีเมลจำนวนมาก กูเกิลตั้งเป้าว่าผู้ใช้บริการจะสามารถเก็บอีเมลเก่า ๆ ไว้ได้ทั้งหมด โดยไม่จำเป็นต้องลบทิ้งอีกต่อไป อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่เปิดให้บริการจีเมลมาจน 2 ขวบปี กูเกิลยังไม่เคยเปิดเผยจำนวนสมาชิกของบริการจีเมลเลยว่ามีจำนวนเท่าใด
       

       สำหรับตลาดญี่ปุ่น กูเกิลได้เคยร่วมมือกับทางค่าย KDDI Corp ในการผนวกบริการเสิร์ชเอนจินของบริษัทลงในโทรศัพท์มือถือมาแล้ว และในการรุกตลาดปลาดิบครั้งนี้ ด้านฮิโรโต โทคุเซอิ ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของกูเกิลกล่าวว่า "เราพยายามให้บริการจีเมลบนมือถือแก่ผู้ใช้บริการชาวญี่ปุ่นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้"
       
       Company Related Links :
       Gmail

Credit: Manager Online

กสท.ยัน 1ต.ค.เปิดCDMA 10จว. ขอ3เดือนวางแผนตลาดเต็มรูปแบบ

August 23, 2006

กสท.เตรียมเปิดบริการนำร่องมือถือซีดีเอ็มเอ 10 จว.ภูมิภาค 1 ต.ค.นี้ หวังหาประสบการณ์ตลาดก่อนเปิดใช้เต็มรูปแบบ 51 จว.ปลายม.ค. 2550 หลังรับมอบโครงข่ายเฟสสองครบ 1,600 สถานีฐาน พรัอมสนับสนุนเทคโนพระจอมเกล้า 10 ล้านบาทพัฒนาแอปพลิเคชั่นบนระบบซีดีเอ็มเอ

       
       นายพิศาล จอโภชาอุดม รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม กล่าวว่าในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ กสท จะเริ่มเปิดให้บริการนำร่องเชิงพาณิชย์ (Soft Commercial Luanch)โทรศัพท์มือถือระบบซีดีเอ็มเอ ในภูมิภาคโดยได้เลือกจังหวัดที่มีความพร้อมก่อนประมาณ 10 จังหวัด อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น ก่อนจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบหลังการส่งมอบโครงข่าย ทั้ง 51 จังหวัดปลายเดือนม.ค.2550 ซึ่ง กสท ต้องการศึกษาพฤติกรรมรูปแบบการใช้งานและทดสอบการให้บริการบนระบบ ซีดีเอ็มเอ 20001x EVDO
       
       “กสทจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการนำร่องให้บริการเชิงพาณิชย์ เพื่อทดสอบและศึกษาพฤติกรรมการใช้งาน เพื่อนำมาวางแผนการตลาดเพื่อให้บริการในไตรมาสแรกปีหน้า หลังรับมอบโครงข่ายเฟสสอง”
       
       สำหรับการเปิดทดลองให้บริการในครั้งนี้ลูกค้าที่ใช้บริการโทรศัพท์มือถือของฮัทช์ สามารถนำโทรศัพท์ไปใช้ในต่างจังหวัดได้ ทั้งรูปแบบของเสียงและบริการด้านข้อมูล เพราะกสทได้เจรจาโรมมิ่งเครือข่ายกับบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย เรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ในระหว่างนี้ กสท กับ ฮัทช์ ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาหาข้อสรุปในด้านการร่วมบริการและการลงทุนซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในไม่ช้านี้ แต่ไม่สามารถเปิดเผยถึงแนวทางการเจรจาได้
       
       เขายังกล่าวอีกว่า การเข้ามาแข่งขันในช่วงแรกของตลาดโทรศัพท์มือถือต้องยอมรับว่า กสท ยังเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ในตลาดแต่หาก กสท ทำตลาดได้อย่างเต็มรูปแล้วก็สามารถแข่งขันได้เท่าเทียมกับรายอื่นได้อย่างไม่มีปัญหาเพราะได้มีการลงทุนสร้างโครงข่ายไว้ 51 จังหวัด รวมทั้งกสทยังมีแผนลงทุนต่อเนื่องในการพัฒนาบริการให้คลอบคลุมกับความต้องการลูกค้าให้มากที่สุด ทั้งนี้ กสทเตรียมพิจารณาติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มในเฟส 3 และ 4 โดยในส่วนของงบประมาณที่จะนำมาลงทุนเพิ่มเติมนั้นจะต้องพิจารณาจากจำนวนอุปกรณ์ที่จะนำมาติดตั้งก่อนว่าจะเป็นจำนวนเท่าไหร่ จึงจะสามารถกำหนดตัวเลขการลงทุนได้
       
       
สำหรับอัตราค่าบริการในช่วงนำร่องเชิงพาณิชย์ จะคิดประมาณเดือนละ 300 บาทในส่วนการใช้งานด้านเสียง ส่วนการสื่อสารข้อมูลผ่านแอร์การ์ด อยู่ระหว่างการตัดสินใจ
       
       นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านกลยุทธ์องค์กร กสท กล่าวว่าฝ่ายบริหารได้เสนอแผนการแข่งขันและปัญหาที่มีผลกระทบกับทิศทางการเติบโตทางธุรกิจให้กับบอร์ดกสทชุดใหม่รับทราบแล้วเพื่อให้ไม่เกิดภาวะสุญญากาศ และเพื่อให้สานต่อโครงการที่ชะลออยู่ได้ทันทีซึ่งจะช่วยให้ กสทสามารถเดินหน้าแข่งขันได้
       
       “ทุกกลุ่มธุรกิจและบริการได้เตรียมแผนธุรกิจไว้หมดแล้ว แต่มีปัญหาจากบอร์ดเก่าลาออก ซึ่งอาจทำให้แผนสะดุดลงบ้างแต่เชื่อว่าอีกไม่นานทุกอย่างก็จะเข้ารูปเข้ารอยเป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างไทยโมบายก็เชื่อว่าจะจบได้เร็วไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นทีโอทีเอาไปบริหารหรือออกมาในรูปแบบไหน ซึ่งขึ้นอยู่กับบอร์ดจะพิจารณา”
       
       นอกจากนี้ในเรื่องเทคโนโลยีซีดีเอ็มเอ กสทยังได้ลงนามร่วมเป็นพันธมิตรทางวิชาการกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเข้าคุณทหารลาดกระบัง สนับสนุนเงิน 10 ล้านบาท ในการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือ อุปกรณ์ซอฟต์แวร์ นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ด้านสื่อสารโทรคมนาคม พร้อมการต่อยอดด้านการศึกษาให้กับบุคลากร
       
       สำหรับโครงการวิจัย ที่ทำวิจัยและเสร็จสิ้นไปแล้ว ได้แก่โครงการระบบจัดส่งรถให้บริการขนส่งและบริการขนส่งอย่างชาญฉลาดผ่านเครือข่ายซีดีเอ็มเอที่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือซีดีเอ็มเอหรือใช้ผ่านคอลเซ็นเตอร์ เรียกรถแท็กซี่ คันที่อยู่ใกล้ โดยระบบนี้จะสามารถรับส่งข้อมูลระหว่างแท็กซี่ไปยังศูนย์ข้อมูลเพื่อการเดินทาง โดยผ่านคลื่นซีดีเอ็มเอ โดยได้ใช้งบประมาณไปเป็นจำนวน 749,700 บาท  
       
       ส่วนโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ ได้แก่ โครงการวิดีโอบล็อกบนเครือข่ายซีดีเอ็มเอ สำหรับการสื่อสารข้อมูล ภาพ เสียงให้กับลูกค้าใช้เป็นสังคมสื่อสารเฉพาะใช้งบ 899,000 บาท และโครงการซิพเซิร์ฟเวอร์ ซิพมัลติมีเดียเทอร์มินัล และชิพมัลติพอยท์คอนโทรลยูนิต เพื่อรองรับบริการวีโอไอพี การประชุมทางไกล ที่จะนำไปใช้บริหารจัดการในธุรกิจส่วนสื่อสารข้อมูลและอินเทอร์เน็ต โดยได้ใช้งบ 827,000 บาท
       
       “ยังมีอีกหลายโปรเจกต์ที่ยังอยู่ในขั้นพัฒนาโดยเฉพาะตู้คีออส จำหน่ายบัตรโทรศัพท์โทรระหว่างประเทศ พร้อมการชำระเงินออนไลน์ ผ่านระบบเครือข่ายซีดีเอ็มเอ  ที่ กสท ได้ลงทุนไปหลายล้านบาท ซึ่งปลายปีนี้ก็อาจจะเปิดตัวและนำมาให้บริการ”
       
       การพัฒนาครั้งนี้กสทต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มและจุดแข็งให้กับส่วนบริการต่างๆ โดยเฉพาะบริการผ่านระบบซีดีเอ็มเอเพราะในส่วนนี้จะเป็นจุดแข็งในด้านการสร้างความแตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่นและการสร้างบริการในรูปแบบใหม่ให้เป็นทางเลือกที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในชีวิตประจำวันนอกเหนือจากการใช้บริการมือถือเพียงอย่างเดียวและใช้โครงข่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด
       
       Company Related Link:
       CAT

Credit: Manager Online

โชว์ ”ClearPad” อินเทอร์เฟสมือถือล้ำยุค

August 23, 2006

ซินแนปติกส์ บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ "ทัชแพด" (TouchPad) ที่ใช้อย่างแพร่หลายในคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก เตรียมส่งเทคโนโลยีอินเทอร์เฟสใหม่สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพา ภายใต้ชื่อ "เคลียร์แพด"(ClearPad) และ "สไปรัล" (Spiral) หวังเปลี่ยนโฉมหน้าวงการซอฟต์แวร์อินเทอร์เฟสบนโทรศัพท์มือถือ

       
       แรงบันดาลใจในการพัฒนาอินเทอร์เฟสแบบ ClearPad นี้เกิดขึ้นจากแนวคิดที่ต้องการให้ปุ่มกดต่าง ๆ ของโทรศัพท์มือถืออันตรธานไปจากสารบบ เพราะเชื่อว่าผู้บริโภคต้องการหน้าจอใหญ่ ๆ มากกว่าปุ่มกดหรือแป้นฟังก์ชันต่าง ๆ ดังนั้นด้วยเทคโนโลยี ClearPad ผู้ผลิตโทรศัพท์จะสามารถขยายขนาดหน้าจอการทำงานได้กว้างมากขึ้น
       
       "โทรศัพท์มือถือจะไม่เป็นเพียงอุปกรณ์สื่อสารอีกต่อไป แต่มันกำลังก้าวไปสู่หน้าที่ของศูนย์กลางทางด้านข้อมูลข่าวสาร การออกแบบและพัฒนาอินเทอร์เฟสให้รองรับอนาคตในภายหน้าจึงมีความสำคัญ เพราะมันช่วยให้โทรศัพท์สามารถตอบสนองความต้องการที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้" คลาร์ก ฟอย (Clark Foy) รองประธานบริษัทซินแนปติกส์กล่าว โดยยกตัวอย่างความสามารถของโทรศัพท์ในปัจจุบันที่ทำได้ทั้งเป็นเครื่องเล่นเอ็มพีสาม, รับส่งอีเมล, เปิดไฟล์คลิปวิดีโอ ฯลฯ
       
       หน้าจออินเทอร์เฟสของ ClearPad สร้างขึ้นจากฟิล์มโพลีเอสเตอร์ชนิดที่ยืดหยุ่นได้และสามารถผนึกลงบนหน้าจอแอลซีดีเพื่อการใช้งานประเภทต่าง ๆ ซึ่งจะแตกต่างจากเทคโนโลยีจอทัชสกรีนในปัจจุบันที่มีใช้งานกันในพีดีเอ หรือโทรศัพท์มือถือบางรุ่น โดยระบุว่า เทคโนโลยีทัชสกรีนในปัจจุบันเป็นแบบ Resistive Screen ซึ่งประกอบด้วยพลาสติกสองชิ้นประกอบกัน คั่นด้วยของเหลวหรืออากาศ ในการใช้งานทั่วไป พลาสติกสองชั้นจะไม่สนิทชิดกันจนกว่าจะเกิดแรงกดจากปากกาสไตลัส หรือนิ้วมือส่งตรงไปที่พลาสติกชิ้นแรก ซึ่งจะทำให้มันประกบเข้ากับพลาสติกชั้นที่สอง และเกิดกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน
       
       ปัญหาของจอทัชสกรีนแบบเดิมคือ พื้นผิวจอชั้นแรกมักจะเสียหายจากการขูดขีด ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถป้อนคำสั่งผ่านหน้าจอบางจุดได้ ส่งผลถึงการรับข้อมูลของระบบ ซึ่งจะแตกต่างจากเทคโนโลยีอินเทอร์เฟสของ ClearPad เพราะจอแบบ ClearPad มีเพียงชั้นเดียว ทำให้ไม่ต้องมีส่วนที่ต้องเคลื่อนไหวหรือกระทบกัน อีกทั้งผิวของจอยังมีความหนาไม่ถึง 0.5 มิลลิเมตรเท่านั้น ทำให้รับข้อมูลได้แม่นยำและรวดเร็วกว่า
       
       
ด้วยหน้าจอและเทคโนโลยีแบบใหม่ทำให้การป้อนข้อมูล-คำสั่งลงในอินเทอร์เฟสแบบ ClearPad ทำให้หลากหลายมากขึ้น โดยทางบริษัทผู้ผลิตอ้างว่า ผู้ใช้สามารถกำหนดค่าการป้อนคำสั่งด้วยการเคาะนิ้วเพียง 2 นิ้วลงบนหน้าจอ หรือรับสายโทรศัพท์ด้วยการยกเครื่องขึ้นมาใกล้ ๆ กับแก้ม
       

       โดยนาย Andrew Hsu ผู้บริหารของซินแนปติกส์ได้โชว์อุปกรณ์ต้นแบบของ ClearPad ซึ่งกำหนดให้เป็นโทรศัพท์มือถือเกลี้ยง ๆ ไม่มีปุ่มใด ๆ มีเพียงแต่หน้าจอกว้าง ๆ เท่านั้น นอกจากนั้นเขายังระบุด้วยว่า ClearPad สามารถยืดหยุ่นได้ อาจสามารถติดบนพื้นผิวต่าง ๆ ได้ กระป๋องน้ำอัดลมก็เป็นตัวอย่างที่ดี
       
       อัลเบิร์ต ลิน นักวิเคราะห์จาก American Technology Research กล่าวถึงเทคโนโลยีใหม่นี้ว่า
"ความสามารถของเทคโนโลยีใหม่นี้เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดมือถือในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีอัตราการเติบโตของยอดขายเครื่องลูกข่ายสูงกมากที่สุดในโลกในปัจจุบัน ไม่เพียงเท่านั้น เราอาจได้เห็นความสามารถของ ClearPad ในอุปกรณ์เกม อุปกรณ์วาดภาพ และอุปกรณ์อื่น ๆ อีกในอนาคต"
       

       อุปกรณ์อีกชนิดหนึ่งคือสไปรัล (Spiral) ซึ่งก็คือเซนเซอร์ตัวเล็ก ๆ ติดตั้งอยู่ภายในหน้าจอแอลซีดี และคอยจับการเคลื่อนไหวของปากกาสำหรับป้อนข้อมูล ผู้ใช้สามารถเคลื่อนไหวปากกาได้อย่างอิสระ 3 มิติ เซนเซอร์ของสไปรัลจะสามารถจับการเคลื่อนไหวนั้นได้แม้ว่าตัวปากกาไม่สัมผัสกับหน้าจอแอลซีดีก็ตาม
       
       ทั้งสองเทคโนโลยี ClearPad และ Spiral ช่วยให้การทำงานกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพามีความสะดวกสบายมากขึ้น และยังช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่าอีกด้วย จากการเปิดเผยของซินแนปติกส์ระบุว่า ปัจจุบันมีการใช้งานตัวสไปรัลในของเล่นเด็กแล้วเช่นกัน ส่วนอินเทอร์เฟส ClearPad และ Spiral นี้คาดว่าจะได้ฤกษ์ลงจอในปี 2007 นี้
       
       Company Related Links :
       Synaptics

Credit: Manager Online

กทช.ให้ทีโอทีนำร่อง WI-MAX

August 22, 2006

ทีโอที นำร่อง ไวแมกซ์  ให้กทช. พร้อมเก็บข้อมูลรายงานประสิทธิภาพผ่านโครงการศูนย์ทางไกลเพื่อการศึกษาและพัฒนาชนบท ร่วมกับ ม.แม่ฟ้าหลวง  จังหวัดเชียงราย จัดงบให้ 60 ล้านบาทจากข้อตกลงยูเอสโอ หวังต่อยอดบริการในอนาคต

       
       พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.)  กล่าวว่า กทช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และบริษัท ทีโอที ได้ตกลงร่วมกันเพื่อจัดทำโครงการศูนย์ทางไกลเพื่อการศึกษาและพัฒนาชนบท ขึ้นที่จังหวัดเชียงราย ให้เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับประชาชนและเด็กนักเรียน ผ่านบริการโทรคมนาคมในพื้นที่ชนบท ด้วย เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง หรือ ไวแมกซ์ (WiMax)
       
       โครงการนี้เป็นหนึ่งในภารกิจตาม พ.ร.บ. ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ในด้านการส่งเสริมพัฒนาการศึกษาด้วยบริการโทรคมนาคมตามแผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานและบริการสังคม (ยูเอสโอ) ของ ทีโอที ซึ่งเป็นไปตามประกาศ กทช. เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ในการจัดให้บริการยูเอสโอ โดย ทีโอที จะรับผิดชอบสนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดของโครงการ ตามที่ได้รับอนุมัติจาก กทช.
       
       
นายจำรัส ตันตรีสุคนธ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ ทีโอที กล่าวว่า ไวแมกซ์  จะเป็นเทคโนโลยีหลักในการนำมาให้บริการ โดย ทีโอที ใช้คลื่นความถี่ 2.4 GHz ซึ่งเป็นความถี่ที่ได้รับจัดสรรตามไลเซนส์ที่ได้รับมา  โดยโครงการนี้ถือเป็นโครงการนำร่องไวแมกซ์ แห่งแรกของไทย  ก่อนที่ ทีโอที จะนำมาให้บริการประชาชนอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต  ซึ่งงบประมาณที่ใช้ในโครงการนี้เป็นจำนวน 60 ล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนโครงข่าย และ อุปกรณ์เครือข่าย คอมพิวเตอร์ จำนวน 240 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์ประกอบ
       
       “เป็นพันธกรณีตามข้อตกลงกับ กทช. ในด้านยูเอสโอ  โดย ทีโอที จะทำบริการนี้ให้เต็มรูปแบบเพื่อให้รู้ถึงประสิทธิภาพการนำไวแมกซ์มาประยุกต์ใช้ ก่อนจะนำผลรายงานทดสอบเสนอยัง กทช.”
       
       ด้านนายวันชัย ศิริชนะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ขณะนี้ได้คัดเลือกโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจำนวน 23 แห่งเข้าร่วมนำร่อง  โดยจะเรียนในรูปแบบทางไกลด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในหมวดวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ผ่านไวแมกซ์ ซึ่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจะเป็นศูนย์กลางข้อมูลเครือข่าย พร้อมจัดทำหลักสูตร โดยโครงการนี้จะใช้เวลา 3 ปี (2549-2551) ซึ่งธันวาคมนี้จะสามารถเริ่มโครงการได้
       
       สำหรับโรงเรียนที่เข้าร่วมจะอยู่ในรัศมีห่างจากมหาวิทยาลัยฯไม่เกิน 30 กิโลเมตร โดยจะมีทั้งกลุ่มขาดแคลน กลุ่มพัฒนาแล้ว เพื่อให้มาเทียบเคียงในแง่ความสำเร็จ  ก่อนที่จะนำผลมาชี้วัดก่อนที่จะจัดทำโครงการนี้ต่อขยายไปใช้ในระยะยาว  ในการเข้าร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ด้วยการส่งเสริมด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านการศึกษา การพัฒนาบุคคลากรครู ประชาชนในท้องถิ่น จากการที่ได้นำเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมยุคใหม่มาประยุกต์ใช้
       
       นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ หนึ่งใน กทช. กล่าวว่า ปลายปีนี้คาดว่าหลักเกณฑ์การอนุญาตไวแมกซ์รวมถึง 3G จะออกร่างประกาศได้  ซึ่ง กทช. ได้พยายามเร่งที่จะดำเนินการ โดยขณะนี้ คณะกฤษฎีกาได้ตีความให้ กทช. สามารถจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับโทรคมนาคมได้แล้ว โดยไม่ต้องรอการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการวิทยุและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.)
       
       Company related Links :
       TOT

Credit: Manager Online