| 個人檔案モーバイル ユナイテッド相片部落格清單 | 說明 |
|
|
2006年8月 กลุ่มชินฯ เตรียมรับรายได้ช่องทางใหม่ กทช.มอบเลขหมายบริการโทร.ตปท.August 29, 2006 กลุ่มชินฯ ผุดช่องทางรายได้ใหม่ กทช.อนุมัติเลขหมาย 3 หลักบริการ โทร.ต่างประเทศ ให้บริษัทลูกเอไอเอส ไม่สนข้อกังขานอมินี แถมยังเตรียมยึดกลุ่มเลขหมายโทร.ทางไกล จาก “ทีโอที-กสท” คืน มาจัดสรรใหม่ให้บริษัทละ 1 เลขหมาย นายสุธรรม อยู่ในธรรม คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยภายหลังประชุมกับคณะกรรมการ (บอร์ด) ว่า ที่ประชุมมีมติให้อนุมัติเลขหมายพิเศษ (3 หลัก) 005 ให้กับบริษัท เอไอเอส อินเตอร์เนชั่นแนล เน็ตเวิร์ก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส เพื่อให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ หลังได้รับไลเซนส์ให้บริการ พร้อมกับมีมติให้จัดสรรเลขหมาย บริการโทร.ระหว่างประเทศ (3 หลัก) ของ บริษัท กสท โทรคมนาคม และบริษัท ทีโอที ใหม่ โดยจะทำการจัดสรรให้ ทีโอที และ กสท เหลือเพียงกลุ่มเลขหมายเดียว สำหรับเลขหมายที่ กทช.จะดำเนินการเรียกคืนจากทีโอที และ กสท คือส่วนของทีโอที ในหมวด 002, 003, 007 และ 008 ส่วน กสท 001, 004 และ 009 โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือนนี้ “ก็ต้องมาจัดระเบียบโทรศัพท์ระหว่างประเทศเป็นอันดับต่อไป เพราะเห็นว่าผู้ให้บริการควรจะมีเลขหมายพิเศษให้บริการรายละ 1 เลขหมายก็เพียงพอแล้ว แต่ปัจจุบันทีโอทีมีเลขหมายให้บริการอยู่ 4 เลขหมาย ส่วน กสท มีอยู่ 3 เลขหมาย ซึ่งถือว่ามากเกินไป” อย่างไรก็ตาม หากเลขหมายพิเศษดังกล่าว มีภาวะขาดแคลนเช่นเดียวกับเลขหมายโทรศัพท์มือถือ กทช.อาจจะอนุญาตให้จัดสรรเลขหมายใหม่ โดยจะกำหนดให้ผู้ประกอบการทุกรายใช้เลขหมายเดียวกัน แต่กดต่อท้ายคนละเลขหมาย เช่น กสท ให้บริการผ่านเลขหมาย 001 และตามด้วย 1 ส่วน ทีโอที ก็ ให้บริการผ่าน 001 ตามด้วย 2 เป็นต้น สำหรับการบังคับคืนเลขหมายกับ กสท และ ทีโอที นั้น คงจะไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน เพราะตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มาตรา 11-14 กำหนดไว้ชัดเจนว่า การจัดสรรเลขหมาย เป็นอำนาจของ กทช.ผู้ให้บริการทุกรายเป็นเพียงผู้เช่าใช้เท่านั้น “ที่ผ่านมาผู้ประกอบการที่ให้บริการอยู่ได้จ่ายค่าธรรมเนียมอย่างต่อเนื่อง โดยตอนนี้เลขหมายพิเศษ 3 ตัว กทช.ได้รับมาจากผู้ที่ให้บริการอยู่ประมาณ 12 ล้านบาท/เดือน ยกเว้น ทีโอที ที่ยังไม่เคยจ่ายค่าธรรมเนียมเลขหมายใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทวงเงินต้น ส่วนดอกเบี้ยจะพิจารณาในภายหลัง” ทั้งนี้ การดำเนินการในเรื่องดังกล่าว กทช. ได้ทำการประชุมออกร่างฯ ด้วยเงื่อนไข และเงื่อนเวลาการขอรับใบอนุญาตการให้บริการอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ระหว่างประเทศ และบริการชุมสายอินเทอร์เน็ต แบบที่ 3 ที่ด้วยสภาวะปัจจุบันที่มีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ระหว่างประเทศ และผู้ให้บริการชุมสายอินเทอร์เน็ตแบบที่มีโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นของตนเองในแบบที่สามเพียงรายเดียวไม่เพียงพอต่อการรองรับความต้องการของตลาดได้ในอนาคต หลังจากที่ กทช.ได้ทำการประชุมเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2549 จึงเห็นสมควรสนับสนุนให้มีการลงทุนและเพิ่มจำนวนผู้ให้บริการจากที่กำหนดไว้เพียงรายเดียวแต่เดิม Company Related Links: AIS คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) Credit: Manager Online กสท ยังไม่ตอบสตง.กรณี CDMAAugust 29, 2006 กสท ยังไม่ตอบ สตง .สัญญา "ซีดีเอ็มเอ" เอื้อเอกชน สตง.ยันกฤษฎีกาตีความสัญญาจ้าง "ฮัทช์" โมฆะ ขัด พ.ร.บ.ร่วมทุน แหล่งข่าวจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สตง. ยังไม่ได้รับหนังสือตอบข้อชี้แจงข้อเท็จจริงจากบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เกี่ยวกับการดำเนินโครงการให้บริการเซลลูล่า CDMA ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคของ กสท หลังจากที่ สตง. ได้มีหนังสือสอบถามข้อมูลไปยังประธานคณะกรรมการ กสท ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่อย่างใด สำหรับกรณีที่ทางฝ่ายบริหารของ กสท ยืนยันว่า สัญญาให้บริการ CDMA ที่ กสท ได้ว่าจ้างบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด (ฮัทช์) เป็นผู้จัดทำการตลาดบริการ CDMA ในส่วนกลาง ยังไม่ได้มีการตีความโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าสัญญาดังกล่าวไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย เพราะไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 นั้น สตง. ก็ยืนยันว่า ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ สตง. ได้รับมาเป็นเอกสารหลักฐานของคณะทำงานพิจารณาสัญญาทำการตลาดบริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า Digital CDMA และสัญญาเช่าโครงข่ายขึ้นมาทำการตรวจสอบที่แต่งตั้งขึ้นโดยคณะกรรมการ กสท ชุดก่อนนั้น มีการระบุชัดเจนว่า ได้มีการตีความโดยคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วแน่นอน "ที่ สตง. รู้ก็เพราะว่า คณะทำงานที่ตั้งโดยบอร์ด กสท ชุดก่อน ได้มีการสรุปความเห็นของกฤษฎีกาออกมาเป็นเอกสารหลักฐานที่ชัดเจน แต่เรื่องนี้ คงต้องรอให้ กสท ตอบ รวมทั้งส่งเอกสารที่ สตง.ขอไปกลับมาก่อน ถ้าเขาบอกว่าไม่มีเอกสารตรงนี้ ก็ไม่เป็นไร แต่หลักฐานที่ สตง. ได้รับมันมีข้อมูลเบื้องลึกตรงนี้อยู่" แหล่งข่าว กล่าว ทั้งนี้ คาดว่า กสท คงจะตอบคำชี้แจงกลับมายัง สตง. ภายในวันที่ 31 ส.ค.นี้ ตามที่ได้ระบุไปในหนังสือที่ สตง. ส่งไปถึง กสท โดยหากได้รับคำชี้แจงแล้ว หลังจากนั้น สตง. จะพิจารณาดูว่า ข้อมูลที่ กสท ส่งและชี้แจงกลับมา จะมีความสอดคล้องกับเอกสารหลักฐานที่ สตง. ได้รับมาส่วนหนึ่งแล้วหรือไม่ แหล่งข่าว กล่าวด้วยว่า สตง. มีความเป็นห่วง กรณีที่ทาง กสท ได้มีนโยบายที่จะยกสถานีโครงข่าย CDMA ในส่วนภูมิภาค จำนวน 51 จังหวัด ให้บริษัท ฮัทช์ ใช้งานได้แบบไม่คิดค่าบริการ เพราะเป็นการนำคลื่นความถี่ของชาติไปให้ประโยชน์แก่เอกชน โดยหากพบว่า สัญญาฉบับที่ได้ทำกับฮัทช์ ในส่วนกลางไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ กสท ก็น่าจะมีการทบทวนและทำให้ถูกต้อง เพื่อให้การแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างภาครัฐกับเอกชน มีความเป็นธรรมต่อไป ส่วนสัญญาฉบับเดิมนั้น แม้จะมีการดำเนินการไปแล้ว คงจะแก้ไขไม่ได้ แต่ทาง สตง. ก็ต้องตรวจสอบ เพื่อดูว่ามีใครเป็นผู้กระทำผิดหรือไม่ และสร้างความเสียหายให้แก่ภาครัฐมากน้อยเท่าใด Company Related Links: CAT HUTCH Credit: Manager Online TOT ยัน"นอมินี"ไม่มีมีผลกับสัญญา AISAugust 24, 2006 ทีโอทีระบุกรณีนอมินีถือหุ้นชินคอร์ปเกินกำหนดจะไม่มีผลกระทบต่อสัญญาร่วมการงานโทรศัพท์มือถือระหว่างทีโอทีและเอไอเอส ซึ่งหากผลชี้ชัดมีความผิด กทช.จะสามารถยึดคืนเลขหมายได้เพียง 2 ล้านเลขหมายที่กทช.อนุมัติให้ล่าสุดเท่านั้น นายจำรัส ตันตรีสุคนธ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าเหตุที่กรณีนอมินีจะไม่กระทบต่อสัญญาร่วมการงานโทรศัพท์มือถือระหว่างทีโอทีและเอไอเอส เป็นเพราะอำนาจของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ในการยืดเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่คืนนั้น ทำได้เฉพาะกับเลขหมายที่กทช.ได้อนุมัติให้เอไอเอสเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาจำนวน 2 ล้านเลขหมายเท่านั้น ส่วนเลขหมายที่อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานของทีโอทีจำนวน 15-16 ล้านเลขหมาย กทช.ไม่สามารถยึดคืนได้ เพราะทีโอทีไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขใบอนุญาตแต่อย่างใด "แม้ทีโอทีจะยังไม่ได้ศึกษาผลกระทบจากกรณีผลตรวจสอบการถือหุ้นแทนต่างชาติ (นอมินี) ใน บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น ว่าจะมีผลกระทบต่อสัญญาร่วมการงานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) หรือไม่ แต่ในเบื้องต้นเชื่อว่าบทลงโทษของกทช.จะไม่มีผลกับเลขหมายที่อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานของทีโอทีเดิมจำนวน 15-16 ล้านเลขหมาย เพราะทีโอทีไม่ได้ทำผิดเงื่อนไขใบอนุญาต" นายจำรัสยืนยันว่า จะหารือในกรณีนี้อีกครั้งหลังจากรู้ผลการตรวจสอบชี้ชัดจากกระทรวงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ สำหรับเนื้อหาในสัญญาร่วมการงานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างทีโอทีกับเอไอเอส ภายในสัญญาระบุเพียงว่าบริษัทผู้รับสัมปทานจะต้องเป็นนิติบุคคล ไม่มีการระบุว่าจะต้องเป็นบริษัทคนไทยหรือต่างชาติ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับนิติบุคคล คู่สัญญาจะต้องแจ้งและได้รับความยินยอมจากทีโอทีก่อน ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นในบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ที่เกิดขึ้นจึงไม่มีผลกระทบต่อสัญญาร่วมการงานระหว่างทีโอทีกับเอไอเอส แม้ชินฯจะเป็นผู้ถือหุ้นในเอไอเอสถึง 42 เปอร์เซ็นต์ เพราะเอไอเอสไม่ได้เปลี่ยนแปลงนิติบุคคลที่ได้ทำสัญญากับทีโอที และไม่ได้ทำผิดสัญญาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ทีโอทียืนยันว่าเมื่อทราบการตรวจสอบเรื่องนอมินีจากกระทรวงพาณิชย์แล้ว ทีโอทีจะส่งหนังสือถึงสำนักงานอัยการสูงสุดให้มีการตรวจสอบสัญญาสัมปทานอีกครั้ง เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการต่อไป Company Related Links : TOT AIS Credit: Manager Online สตง.แฉสัญญาฮัทช์ CDMA ดูดกสท.หมื่นล.August 24, 2006 สตง.ทำหนังสือถึงประธานบอร์ด กสท ขอให้ชี้แจงตามข้อมูลบอร์ดชุดเก่า ชี้ชัดสัญญาทำการตลาดฯ CDMA ที่ทำกับ "ฮัทซ์" เลี่ยง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ คาด "ฮัทซ์" ตั้งบริษัทลูก "BFKT" มาดูดเลือด กสท ปีละไม่ต่ำกว่าหมื่นล้าน สตง.ขอคำตอบภายในสิ้นเดือนนี้ รายงานข่าวจากบริษัท กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 ส.ค. สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ทำหนังสือถึงประธานบอร์ด กสท. เพื่อให้ชี้แจงโครงการ CDMA ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เนื่องจากมีความสงสัยว่า การดำเนินโครงการส่อแววไม่โปร่งใส และทำให้ กสท เสียประโยชน์เอกชนปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท รวมทั้งอาจจะเป็นการเลี่ยงพ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 จากการที่บอร์ด กสท. ชุดที่เพิ่งลาออกได้แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาสัญญาทำการตลาด CDMA และสัญญาเช่าโครงข่าย ขึ้นมาตรวจสอบ และได้ข้อสรุปเป็นที่ยุติแล้วว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่ไม่ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ ซึ่งมีผลทำให้ไม่ผูกพันตามกฎหมาย รวมทั้งสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่เคยตีความไว้ และ กสท ได้แจ้งให้บริษัทเอกชนทราบแล้ว กสท. ได้ทำสัญญาเช่าเครือข่ายจาก BFKT รวมทั้งว่าจ้างบริษัทดังกล่าว ดำเนินการปรับปรุงดูแลรักษาเครือข่าย และทำสัญญาให้บริการ CDMA กับบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย หรือฮัทช์ เป็นผู้ทำการตลาดในส่วนกลาง และรับภาระค่าใช้จ่ายแทน กสท ทั้งหมด กับประกันรายได้ขั้นต่ำแก่ กสท เป็นรายปี ตลอดอายุสัญญา เป็นเงิน 7,986 ล้านบาท ต่อปี ซึ่งในประเด็น พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมงานฯ นั้นการร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชนจะต้องแบ่งปันผลประโยชน์กันฝ่ายละ 50% แต่สัญญาดังกล่าว กลับให้ฮัทช์จ่ายค่าตอบแทนให้แก่ กสท. เพียง 20% ของกำไร และที่ผ่านมาฮัทช์ขาดทุนโดยตลอด รวมทั้งไม่ได้รับส่วนแบ่งกำไรจาก BFKT ที่มีข้อมูลระบุว่าเป็นบริษัทลูกของฮัทช์เลย ทั้งๆ ที่ กสท ควรจะได้รับค่าประกันรายได้ขั้นต่ำ 7,986 ล้านบาทต่อปีในขณะที่ BFKT ได้รับกำไรมากกว่านี้ สตง. ได้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 โดยสตง. ต้องการทราบว่า เมื่อ กสท. ได้มีหนังสือบอกกล่าวฮัทช์ ที่ระบุว่าสัญญาไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายแล้ว ได้มีการดำเนินการต่อไปอย่างไรหลังจากนั้น และเหตุใดฮัทช์จึงยังคงดำเนินโครงการอยู่จนถึงปัจจุบัน รวมทั้ง กสท จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมงานฯ และ เมื่อ กสท ได้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรว่าสัญญาไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายแล้ว จะมีการสอบสวนดำเนินการทางวินัย ทางแพ่ง และทางอาญากับผู้เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ หรือไม่อย่างไร เพราะเหตุใด ปัจจุบัน BFKT ได้ทำการปรับปรุงระบบเครือข่ายในส่วนกลาง 25 จังหวัด ให้เข้ากับระบบของ กสท แล้วหรือไม่ และทาง กสท ได้ประเมินความเสียหายหรือผลกระทบต่อโครงข่าย CDMA ในส่วนภูมิภาคของ กสท อย่างไร ในกรณีที่ BFKT ไม่ดำเนินการปรับปรุงเครือข่าย สตง. ต้องการให้ กสท. ตอบคำถามและจัดส่งเอกสารการพิจารณาของบอร์ดกสท ที่ได้อนุมัติให้ทำสัญญากับบริษัทเอกชนทั้ง 2 แห่ง รวมถึงสำเนาเอกสารการพิจารณาของคณะทำงานพิจารณาสัญญาฯ ที่บอร์ด กสท แต่งตั้ง พร้อมด้วยความเห็นที่เกี่ยวข้องของคณะกรรมการกฤษฎีกา และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในบอร์ด กสท มาให้อย่างเร่งด่วน ภายในวันที่ 31 ส.ค.2549 นี้ เพื่อชี้แจงในประเด็นที่ สตง. สงสัย Company Related Links: Hutch CAT Credit: Manager Online DTAC มั่นใจยอดโพสต์เพดสิ้นปีถึง2ล้าน เปิดกลยุทธ์เลี่ยงปะทะราคาหันหาโทร.ตปท.August 24, 2006 ดีแทคหวังเติบโตตลาดโพสต์เพดแบบยั่งยืน วางกลยุทธ์เลี่ยงการเผชิญหน้าด้านราคา หันหาบริการสร้างรายได้เสริม รายได้หลักด้านวอยซ์ จับมือการบินไทย เปิดโปรแกรม DTAC Roaming 2 Mile เปลี่ยนยอดการใช้โทร.โรมมิ่ง 10 บาทเป็น 1 ไมล์สะสม พร้อมรุกโทรต่างประเทศ ขอไลเซ่นต์เกตเวย์ประเภท 3 จากกทช. นายสันติ เมธาวิกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายลูกค้า บริษัท โทเทิ่ล แอ็คแซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่าในตลาดโพสต์เพด ดีแทคไม่ได้มุ่งเป้าที่จะเป็นผู้นำตลาดในด้านจำนวนลูกค้าเพียงอย่างเดียว ถึงแม้ในปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 1.85 ล้านรายแต่มีเป้าหมายให้ลูกค้าอยู่ในระบบอย่างยั่งยืน โดยรักษาระดับการแข่งขัน ลดการเผชิญหน้าด้านราคา นำเสนอปัจจัยที่แตกต่าง ให้เข้าทดลองใช้ เมื่อเทียบกับผู้ให้บริการรายอื่น ในปี 2549 ดีแทคต้องการปิดยอดจำนวนลูกค้าโพสต์เพดที่ระดับ 2 ล้านราย ถึงแม้ภาพรวมจะมีลักษณะเหมือนยังคงเติบโต แต่การเติบโตนั้นยังมีอัตราที่ติดลบอยู่ ไม่สอดคล้องกับสัดส่วนประชากรและกลุ่มผู้ใช้งาน โดยผู้ใช้ยังคงเข้าใจว่าระบบพรีเพด นั้นมีความคุ้มค่า สะดวกต่อการใช้มากกว่าเมื่อเทียบกัน ดังนั้นในส่วนนี้ดีแทคจึงต้องหามุมที่แตกต่าง ด้วยการตั้งโจทก์ถึงการใช้งานแบบยั่งยืนทำอย่างไรผู้ใช้อยู่ยาวนานยั่งยืน ตลาดเติบโตทั้งในแง่การใช้งานควบคู่ไปกับบริการเสริมพิเศษรองรับ “ครึ่งปีแรกมีลูกค้าใหม่ 3.5 แสนราย ซึ่งยอดการเติบโตก็เป็นที่น่าพอใจ และอยากให้โตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเราไม่ได้มุ่งที่จะเป็นผู้นำยอดคนใช้ แต่เราต้องการแค่ทำอย่างไรให้ผู้ใช้งานแบบยั่งยืน รักษายอดการใช้งาน ไม่ไหลออกจากระบบ ลูกค้าเห็นถึงประโยชน์และความคุ้มค่า เมื่อเทียบกับคู่แข่ง” สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโตของตลาดโพสต์เพดมาจาก ผู้ให้บริการมีการนำรูปแบบราคามาเล่นมากเกินไป จนทำให้โครงสร้างการแข่งขันผิดเพี้ยนไป เมื่อนำไปเทียบกับตลาดต่างประเทศอย่างกรณี 1 บาทโทร.เป็นชั่วโมง ทำให้ผู้ใช้งานหลงประเด็นในแง่การใช้งานและคุณภาพบริการ โดยส่วนนี้จะส่งผลกระทบต่อด้านรายได้ในบริการส่วนอื่น อาทิ บริการเสริมด้านนอนวอยซ์ บริการจีพีอาร์เอส บริการโทร.ต่างประเทศ นายสันติ ยังกล่าวว่า ขณะนี้ผู้ให้บริการหลายรายเริ่มตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเล่นเรื่องราคา โดยหันไปหารายได้จากบริการด้านอื่นมาทดแทนรายได้หลักจากด้านวอยซ์ โดยจะเห็นภาพชัดเจนในปี 2550 ในส่วนของดีแทคก็มุ่งที่จะให้เห็นถึงความแตกต่างด้านบริการ โดยการจับมือกับ รอยัล ออร์คิดพลัส โปรแกรม DTAC Roaming 2 Mile เพื่อให้สิทธิประโยชน์นักเดินทางกลุ่มโพสต์เพด ให้สามารถเปลี่ยนยอดค่าใช้บริการข้ามแดนอัตโนมัติ(IR) เป็นยอดไมล์สะสม ทั้งนี้กลุ่มนักเดินทางถือว่ามีศักยภาพด้านรายได้สูง และมีจำนวนนักเดินทางออกนอกประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ทุกปี ซึ่ง ดีแทคมียอดผู้จดทะเบียนใช้งานไออาร์ อยู่ที่ 1.3 แสนคคน หรือ คิดเป็น 7.2% ของลูกค้าจดทะเบียนทั้งหมด และมียอดผู้ใช้งานต่อเนื่องมากกว่า 2 หมื่นราย มีรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายสำหรับโทร.ต่างประเทศ อยู่ที่ 3,500 บาท โดยสัดส่วนยอดการเติบโตเฉลี่ยการใช้งานเพิ่มขึ้น 20% จากปี 2548 นายวรรษิษฐ์ ไสยวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ ดีแทค กล่าวว่า สิทธิประโยชน์ที่ ดีแทค มอบให้ร่วมกับรอยัล ออร์คิด พลัส จะมีอัตราแลกเปลี่ยน 10 บาทต่อหนึ่งไมล์ ซึ่งโปรแกรมนี้จะสามารถสมัครผ่านเว็บไซต์หรือผ่านคอลเซ็นเตอร์ 1678 โดยมีระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่ รอบบิลสิงหาคม 2549 -กรกฎาคม 2550 “เป็นขั้นแรก ของการแข่งขันบริการในต่างประเทศ ที่ดีแทค พยายามสร้างจุดแตกต่างมากขึ้น นอกเหนือจากการขยายประเทศรองรับใช้งาน ที่ปัจจุบันให้บริการครอบคลุม 350 โอเปอเรเตอร์ ใน 128 ประเทศ โดยปีนี้ก็ยังคงเดินหน้าขยายบริการให้ครอบคลุมต่อไปอีก อย่างบริการส่วน พุชอีเมล จีพีอาร์เอส อีก 80 ประเทศ กับ 130 ผู้ให้บริการ” นายสันติ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ ดีแทค ยังได้ส่งหนังสือไปขอใบอนุญาตประเภทที่ 3 จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เพื่อทำธุรกิจบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศในระบบ VOIP และบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศในระบบ International Direct Dialing(IDD)ด้วย โดยดีแทคจะให้ความสำคัญกับธุรกิจด้านนี้ให้มากขึ้น เพราะแนวโน้มธุรกิจระหว่างประเทศจะมีการขยายตัวสูงในอนาคต โดยดีแทคคาดว่า กทช.จะอนุมัติใบอนุญาตดังกล่าวให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ “ลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศ ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่สูง หากคิดจากรายได้ในส่วนโทร.ต่างประเทศทั้งหมดจะเป็นการโรมมิ่งจากโอเปอเรเตอร์ต่างประเทศเกือบ 35% หากทำในส่วนนี้ก็จะเป็นผลดี ทั้งในแง่ขาเข้า ขาออก ซึ่งดีแทคมองว่าแนวโน้มธุรกิจโทร.ระหว่างประเทศจะมีการแข่งขันกันมากขึ้น รวมถึงแนวโน้มอัตราค่าใช้บริการก็จะลดลงด้วย ซึ่งผู้ประกอบการทุกรายก็ต้องเร่งแข่งขันกันให้มากขึ้นทั้งด้านบริการเสริมและคุณภาพ” ดีแทคได้ตั้ง บริษัท ดีแทค เน็ตเวิร์ก เข้าไปยื่นขอไลเซ่นต์ เพราะอยากให้ลูกค้าทั้ง 11 ล้านคนได้ใช้บริการที่มีคุณภาพ และราคาที่เหมาะสม ซึ่งดีแทคได้ยื่นขอไลเซนส์ประเภท 3 หรือมีโครงข่ายเป็นของตัวเอง ดีแทคจะลงทุนวางโครงข่ายทั้งหมดเอง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด สำหรับรายได้จากธุรกิจต่างประเทศคิดเป็น 7% จากรายได้รวมของดีแทคทั้งหมด ซึ่งรายได้ในธุรกิจนี้มีแนวโน้มโตขึ้นปีละ 30% ซึ่งปีหน้าดีแทคคาดว่ารายได้จากธุรกิจนี้จะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 10% เพราะจะมีรายได้จากธุรกิจโทร.ระหว่างประเทศมาเสริม อีกทั้งคาดว่าสัดส่วนรายได้จากบริการนอนวอยซ์ และธุรกิจระหว่างประเทศจะเพิ่มเป็นสัดส่วน 20% จากรายได้รวมทั้งหมด Company Related Link: DTAC Credit: Manager Online กสท.ยัน 1ต.ค.เปิดCDMA 10จว. ขอ3เดือนวางแผนตลาดเต็มรูปแบบAugust 23, 2006 กสท.เตรียมเปิดบริการนำร่องมือถือซีดีเอ็มเอ 10 จว.ภูมิภาค 1 ต.ค.นี้ หวังหาประสบการณ์ตลาดก่อนเปิดใช้เต็มรูปแบบ 51 จว.ปลายม.ค. 2550 หลังรับมอบโครงข่ายเฟสสองครบ 1,600 สถานีฐาน พรัอมสนับสนุนเทคโนพระจอมเกล้า 10 ล้านบาทพัฒนาแอปพลิเคชั่นบนระบบซีดีเอ็มเอ นายพิศาล จอโภชาอุดม รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม กล่าวว่าในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ กสท จะเริ่มเปิดให้บริการนำร่องเชิงพาณิชย์ (Soft Commercial Luanch)โทรศัพท์มือถือระบบซีดีเอ็มเอ ในภูมิภาคโดยได้เลือกจังหวัดที่มีความพร้อมก่อนประมาณ 10 จังหวัด อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น ก่อนจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบหลังการส่งมอบโครงข่าย ทั้ง 51 จังหวัดปลายเดือนม.ค.2550 ซึ่ง กสท ต้องการศึกษาพฤติกรรมรูปแบบการใช้งานและทดสอบการให้บริการบนระบบ ซีดีเอ็มเอ 20001x EVDO “กสทจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการนำร่องให้บริการเชิงพาณิชย์ เพื่อทดสอบและศึกษาพฤติกรรมการใช้งาน เพื่อนำมาวางแผนการตลาดเพื่อให้บริการในไตรมาสแรกปีหน้า หลังรับมอบโครงข่ายเฟสสอง” สำหรับการเปิดทดลองให้บริการในครั้งนี้ลูกค้าที่ใช้บริการโทรศัพท์มือถือของฮัทช์ สามารถนำโทรศัพท์ไปใช้ในต่างจังหวัดได้ ทั้งรูปแบบของเสียงและบริการด้านข้อมูล เพราะกสทได้เจรจาโรมมิ่งเครือข่ายกับบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย เรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ในระหว่างนี้ กสท กับ ฮัทช์ ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาหาข้อสรุปในด้านการร่วมบริการและการลงทุนซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในไม่ช้านี้ แต่ไม่สามารถเปิดเผยถึงแนวทางการเจรจาได้ เขายังกล่าวอีกว่า การเข้ามาแข่งขันในช่วงแรกของตลาดโทรศัพท์มือถือต้องยอมรับว่า กสท ยังเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ในตลาดแต่หาก กสท ทำตลาดได้อย่างเต็มรูปแล้วก็สามารถแข่งขันได้เท่าเทียมกับรายอื่นได้อย่างไม่มีปัญหาเพราะได้มีการลงทุนสร้างโครงข่ายไว้ 51 จังหวัด รวมทั้งกสทยังมีแผนลงทุนต่อเนื่องในการพัฒนาบริการให้คลอบคลุมกับความต้องการลูกค้าให้มากที่สุด ทั้งนี้ กสทเตรียมพิจารณาติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มในเฟส 3 และ 4 โดยในส่วนของงบประมาณที่จะนำมาลงทุนเพิ่มเติมนั้นจะต้องพิจารณาจากจำนวนอุปกรณ์ที่จะนำมาติดตั้งก่อนว่าจะเป็นจำนวนเท่าไหร่ จึงจะสามารถกำหนดตัวเลขการลงทุนได้ สำหรับอัตราค่าบริการในช่วงนำร่องเชิงพาณิชย์ จะคิดประมาณเดือนละ 300 บาทในส่วนการใช้งานด้านเสียง ส่วนการสื่อสารข้อมูลผ่านแอร์การ์ด อยู่ระหว่างการตัดสินใจ นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านกลยุทธ์องค์กร กสท กล่าวว่าฝ่ายบริหารได้เสนอแผนการแข่งขันและปัญหาที่มีผลกระทบกับทิศทางการเติบโตทางธุรกิจให้กับบอร์ดกสทชุดใหม่รับทราบแล้วเพื่อให้ไม่เกิดภาวะสุญญากาศ และเพื่อให้สานต่อโครงการที่ชะลออยู่ได้ทันทีซึ่งจะช่วยให้ กสทสามารถเดินหน้าแข่งขันได้ “ทุกกลุ่มธุรกิจและบริการได้เตรียมแผนธุรกิจไว้หมดแล้ว แต่มีปัญหาจากบอร์ดเก่าลาออก ซึ่งอาจทำให้แผนสะดุดลงบ้างแต่เชื่อว่าอีกไม่นานทุกอย่างก็จะเข้ารูปเข้ารอยเป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างไทยโมบายก็เชื่อว่าจะจบได้เร็วไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นทีโอทีเอาไปบริหารหรือออกมาในรูปแบบไหน ซึ่งขึ้นอยู่กับบอร์ดจะพิจารณา” นอกจากนี้ในเรื่องเทคโนโลยีซีดีเอ็มเอ กสทยังได้ลงนามร่วมเป็นพันธมิตรทางวิชาการกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเข้าคุณทหารลาดกระบัง สนับสนุนเงิน 10 ล้านบาท ในการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือ อุปกรณ์ซอฟต์แวร์ นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ด้านสื่อสารโทรคมนาคม พร้อมการต่อยอดด้านการศึกษาให้กับบุคลากร สำหรับโครงการวิจัย ที่ทำวิจัยและเสร็จสิ้นไปแล้ว ได้แก่โครงการระบบจัดส่งรถให้บริการขนส่งและบริการขนส่งอย่างชาญฉลาดผ่านเครือข่ายซีดีเอ็มเอที่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือซีดีเอ็มเอหรือใช้ผ่านคอลเซ็นเตอร์ เรียกรถแท็กซี่ คันที่อยู่ใกล้ โดยระบบนี้จะสามารถรับส่งข้อมูลระหว่างแท็กซี่ไปยังศูนย์ข้อมูลเพื่อการเดินทาง โดยผ่านคลื่นซีดีเอ็มเอ โดยได้ใช้งบประมาณไปเป็นจำนวน 749,700 บาท ส่วนโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ ได้แก่ โครงการวิดีโอบล็อกบนเครือข่ายซีดีเอ็มเอ สำหรับการสื่อสารข้อมูล ภาพ เสียงให้กับลูกค้าใช้เป็นสังคมสื่อสารเฉพาะใช้งบ 899,000 บาท และโครงการซิพเซิร์ฟเวอร์ ซิพมัลติมีเดียเทอร์มินัล และชิพมัลติพอยท์คอนโทรลยูนิต เพื่อรองรับบริการวีโอไอพี การประชุมทางไกล ที่จะนำไปใช้บริหารจัดการในธุรกิจส่วนสื่อสารข้อมูลและอินเทอร์เน็ต โดยได้ใช้งบ 827,000 บาท “ยังมีอีกหลายโปรเจกต์ที่ยังอยู่ในขั้นพัฒนาโดยเฉพาะตู้คีออส จำหน่ายบัตรโทรศัพท์โทรระหว่างประเทศ พร้อมการชำระเงินออนไลน์ ผ่านระบบเครือข่ายซีดีเอ็มเอ ที่ กสท ได้ลงทุนไปหลายล้านบาท ซึ่งปลายปีนี้ก็อาจจะเปิดตัวและนำมาให้บริการ” การพัฒนาครั้งนี้กสทต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มและจุดแข็งให้กับส่วนบริการต่างๆ โดยเฉพาะบริการผ่านระบบซีดีเอ็มเอเพราะในส่วนนี้จะเป็นจุดแข็งในด้านการสร้างความแตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่นและการสร้างบริการในรูปแบบใหม่ให้เป็นทางเลือกที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในชีวิตประจำวันนอกเหนือจากการใช้บริการมือถือเพียงอย่างเดียวและใช้โครงข่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด Company Related Link: CAT Credit: Manager Online TrueMove ระบบพร้อมรับหมายเลข 10 หลักAugust 21, 2006 ทรูมูฟประกาศความพร้อมรับการปรับเปลี่ยนระบบการเรียกหมายเลขมือถือเป็น 10 หลัก เผยลูกค้าโทร.ถึงกันในเครือข่ายทรูมูฟได้สมบูรณ์แล้ววันนี้ พร้อมเตรียมเปิดให้บริการปรับเปลี่ยนหมายเลขในสมุดโทรศัพท์ นายสุภกิจ วรรธนะดิษฐ์ ผู้อำนวยการด้านการตลาดและการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า กลุ่มบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ทรูมูฟ มีความพร้อมรองรับการเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์มือถือระบบใหม่ โดยตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2549 หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกระบบจะปรับเปลี่ยนจาก 9 หลัก เป็น 10 หลัก ด้วยการใช้ “08” แทน “0” ตัวแรก แล้วตามด้วยหมายเลขเดิม ด้านเทคนิค ทรูมูฟได้ทดสอบจนมั่นใจว่าสามารถให้บริการปรับเปลี่ยนการเรียกหมายเลขโทรศัพท์ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งขณะนี้ลูกค้าในเครือข่ายทรูมูฟทุกราย สามารถโทร.ถึงกันในโครงข่ายโดยใช้หมายเลข 10 หลักได้แล้ว และสามารถโทร.เข้าโครงข่ายอื่นๆ ในระบบ 10 หลัก ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนนี้ เป็นต้นไป นอกจากนี้ เครือข่ายทรูมูฟยังรองรับการเรียกใช้หมายเลขโทรศัพท์แบบ 9 หลัก และ 10 หลักควบคู่กันได้ ลูกค้าทรูมูฟจึงไม่ต้องกังวลกับการใช้งานในระหว่างวันที่ 1 กันยายน–30 พฤศจิกายน 2549 สำหรับหมายเลขโทรศัพท์ที่บันทึกไว้ในสมุดโทรศัพท์ ลูกค้าสามารถเปลี่ยนหมายเลขเป็น 10 หลักได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง เพียงเติม “8” หลังเลข “0” ตัวหน้า แล้วตามด้วยหมายเลขโทรศัพท์เดิม เช่น หมายเลขโทรศัพท์เดิม คือ 0 9123 XXXX เปลี่ยนเป็น 08 9123 XXXX หรือหากต้องการความสะดวก ทรูมูฟมีพนักงานบริการเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ที่บันทึกไว้ในสมุดโทรศัพท์ให้กับลูกค้าได้ทุกระบบ ที่สำคัญ ลูกค้าทรูมูฟจะได้รับบริการอย่างครบถ้วน พร้อมบริการพิเศษ เช่น บริการโหลดเมนู ทรู มันนี่ ที่ช่วยในการทำธุรกรรมทางการเงินได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถรับบริการได้ที่ ทรูมูฟ ช้อป ทรูช้อป ตัวแทนจำหน่ายของทรูมูฟที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ กว่า 300 แห่งทั่วประเทศ และรถบริการเคลื่อนที่ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2549 เป็นต้นไป ส่วนลูกค้าที่ใช้โทรศัพท์รุ่นพิเศษ 4 แพลตฟอร์ม ได้แก่ ซิมเบี้ยน ปาล์ม พ็อกเก็ตพีซี และสมาร์ทโฟน สามารถปรับเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ที่บันทึกในสมุดโทรศัพท์ได้ 2 ช่องทาง คือ 1. ดาวโหลดซอฟแวร์ ผ่านเว็บไซต์ www.truemove.com และ 2. ผ่าน wap push ขณะเดียวกัน เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจแก่ลูกค้าทรูมูฟ และผู้ใช้โทรศัพท์มือถือรายอื่นๆ เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ในครั้งนี้ ทรูมูฟได้ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อหลากหลายรูปแบบ เช่น การแจ้งข่าวสารในใบเรียกเก็บค่าบริการ จดหมายข่าวรายเดือน แจ้งผ่าน SMS เว็บเพจ บริการคอลล์ เซ็นเตอร์ เพื่อให้ลูกค้ารับทราบข้อมูลข่าวสารโดยตรง ตลอดจนการเผยแพร่ข้อความเป็นอักษรตัววิ่งผ่านยูบีซี และโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ รวมทั้งจัดเตรียมรถบริการเคลื่อนที่ เพื่อเข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด Company Related Links : TrueMove Credit: Manager Online AIS ปรับโครงสร้างรับอนาคตเชื่อปี 2010 ประชากรมือถือถึง 80%August 21, 2006 เอไอเอสเชื่อปี 2010 คนใช้มือถือกว่า 80% ของประชากร จากปัจจุบันที่ประมาณ 50กว่า% ปรับโครงดันวิเชียร เมฆตระการ เป็นกรรมการผู้อำนวยการ หวังสร้างความเชื่อมั่นด้านเครือข่าย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างคุณภาพกับโปรแกรมการตลาด ดึงฮุย เวง ชอง ผู้บริหารสิงเทล มาประสานทีมการตลาดตั้งแต่บริการแมสแบบพื้นฐาน ไปสู่บริการล้ำหน้าอย่างโมบายไลฟ์ และบริการซับซ้อนอย่างเอ็มเปย์ นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิสหรือเอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอสมีการปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงและโครงสร้างการทำงานใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต จากปัจจุบันที่ประชากรโทรศัพท์มือถือมีอยู่ประมาณ 50กว่า% และคาดว่าภายในปี 2010 คนใช้โทรศัพท์มือถือจะเพิ่มขึ้นเป็น 80% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ เอไอเอสแต่งตั้งนายวิเชียร เมฆตระการ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานปฏิบัติการขึ้นเป็นกรรมการผู้อำนวยการ (President) ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมาหลังจากใช้เวลาประมาณ 5 เดือนครึ่งในการคัดเลือกทั้งผู้บริหารภายในและผู้บริหารภายนอก เป้าหมายแรกกู้ชื่อเครือข่าย นายวิเชียรกล่าวว่าถึงแม้จะไม่เชี่ยวชาญด้านการตลาดแต่สิ่งสำคัญคือการทำงานในเอไอเอสจะทำงานเป็นทีม ทำงานประสานร้อยเรียงกันตั้งแต่บริการระดับพื้นฐานจนถึงบริการที่มีความซับซ้อนมากขึ้น “ในอนาคตการให้บริการและการแข่งขันของเอไอเอสจะต้องรักษาความสมดุลระหว่างคุณภาพเครือข่ายกับโปรแกรมด้านการตลาด” เขาย้ำว่าเป้าหมายแรกในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการคือการสร้างความเชื่อถือและความเชื่อมั่น พร้อมทั้งคุณภาพเครือข่ายให้กลับมาอยู่ในใจลูกค้าอีกครั้ง ซึ่งเอไอเอสลงทุนเครือข่ายปีนี้ทั้งหมด 355 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งด้วยปริมาณการใช้งานขณะนี้ เครือข่ายจะรองรับการใช้งานได้มากถึง 20 ล้านราย จากปัจจุบันที่เอไอเอสมีลูกค้าอยู่ในระบบทั้งหมด 17.5 ล้านราย “เป้าหมายลูกค้าใหม่ทั้งปี 1.2 ล้านรายขณะนี้เอไอเอสได้แล้ว 8 แสนราย ซึ่งด้วยคุณภาพเครือข่ายที่ดีขึ้น หากได้ลูกค้ามากกว่าอีก 4 แสนรายเพื่อให้เกินเป้าหมายก็น่าจะเป็นสิ่งที่ทำได้” กทช.ยันจัดสรรความถี่ได้ ส่วนกรณีเรื่อง 3G นั้น เอไอเอสก็พร้อมที่จะยื่นขอความถี่ไปยังกทช.รอเพียงให้กทช.ประกาศเงื่อนไขอย่างเป็นทางการก่อน ในขณะที่นายสุธรรม อยู่ในธรรม กรรมการกทช.ระบุว่าหากกทช.เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าสามารถจัดสรรคลื่นความถี่ได้ตามที่กฤษฎีกาวินิจฉัย ก็น่าจะเป็นไปตามนั้น โดยไม่จำเป็นต้องให้กทช.ทุกคนเห็นชอบด้วยหมด ด้านนายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการกทช. กล่าวว่า เงื่อนไขใบอนุญาต 3G น่าจะเสร็จเรียบร้อยภายในปีนี้และเปิดให้เอกชนยื่นขอจัดสรรความถี่ได้ในกลางปีหน้า “เอไอเอสเตรียมพร้อมเรื่อง 3G เสมอและมีการเตรียมเงินไว้ขั้นต้นสำหรับ 3G ประมาณ 150 ล้านเหรียญสหรัฐ” นายสมประสงค์กล่าว เอไอเอสยังแต่งตั้งนายฮุย เวง ชอง ผู้บริหารจากสิงเทล เข้ารับตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ แทนนายลีออง ชิน ลุง รองประธานกรรมการบริหารเอไอเอสที่หมดวาระลงในวันที่ 1 ต.ค. โดยช่วงก่อนที่นายฮุย เวง ชองจะรับตำแหน่ง นายวิเชียรในฐานะกรรมการผู้อำนวยการจะทำหน้าที่รักษาการไปก่อน “การแต่งตั้งฮุย เวง ชอง ไม่เกี่ยวข้องกับในส่วนของผู้ถือหุ้นของเทมาเส็กแต่อย่างใด เป็นการแต่งตั้งตามวาระปกติซึ่งมีสัญญาระหว่างเอไอเอสกับสิงเทลตั้งแต่ปี 2542” นายสมประสงค์กล่าวย้ำพร้อมทั้งชี้แจงว่าในกรณีบริษัท กุหลาบแก้ว ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาสถานะว่าเป็นกิจการสัญชาติไทยหรือไม่นั้น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเอไอเอสต้องแยกกัน 2 ส่วนระหว่างผู้บริหาร บริษัทและผู้ถือหุ้น ซึ่งในส่วนของบริษัท ไม่มีอำนาจในการควบคุมผู้ถือหุ้นใดๆ เอไอเอสทำได้แต่เพียงดำเนินธุรกิจบนหลักการและความถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับในส่วนของผู้ถือหุ้น การที่เอไอเอสเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นเกิดได้ตลอดเวลา ในลักษณะนี้ยังเป็นการถือหุ้นซ้อนกันอีกทอดหนึ่งซึ่งการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ถูกหรือผิดคุณสมบัติ ไม่ใช่อำนาจของบริษัทที่จะชี้หรือตัดสิน “การแก้ต้องแก้ที่ต้นเหตุ ถ้าผู้ถือหุ้นผิดทำให้ถูก ก็ไม่มีผลกระทบกับลูกค้า แต่ถ้ามีการกระทำอะไรให้เกิดผลกระทบกับบริษัท ก็ย่อมส่งผลกระทบกับลูกค้าแน่นอน ซึ่งผู้มีวิจารณญาณคงเข้าใจ”นายสมประสงค์กล่าว ประสานทีมการตลาด การเลือกฮุย เวง ชอง มารับตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส เป็นความเห็นของสิงเทล ที่บอร์ดบริหารเอไอเอสและนายสมประสงค์เห็นด้วย เพราะฮุย เวง ชอง จะเข้ามามองหารายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเน้นหนักในเรื่องบริการเสริม (VAS) ทั้งในส่วนของวอยซ์ และนอนวอยซ์ โดยเขาจะเข้ามาเชื่อมต่อและทำให้การตลาดของเอไอเอสเป็นเนื้อเดียวกัน โดยขึ้นตรงกับกรรมการผู้อำนวยการ สมประสงค์อธิบายว่า ความเป็นเนื้อเดียวกันเริ่มจากการทำตลาดแบบแมส หรือมวลชนทั่วประเทศ เป็นหน้าที่ของนายชำนาญ เมธปรีชากุล รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานการตลาด ที่มีหน้าที่สร้างฐานรายได้จากบริการพื้นฐานด้านเสียงเป็นหลัก แต่ถัดขึ้นมาจะเป็นบริการที่ล้ำหน้าขึ้นมาอย่างบริการเสริมต่างๆของโมบายไลฟ์ ที่นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจสื่อสารไร้สาย ที่จะทำให้เกิดการใช้งานมากขึ้น เป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่ง ซึ่งเป้าหมายไม่ใช่ตลาดมวลชนแบบแมส แต่จะเป้าหมายจะอยู่ในกลุ่มลูกค้าของชำนาญที่มีความเข้าใจและใช้โทรศัพท์มือถือดีขึ้น ถัดขึ้นมาจากบริการล้ำหน้าของโมบายไลฟ์ ไปสู่บริการที่ซับซ้อนมากขึ้นอย่างการทำธุรกรรมการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือหรือเอ็มเปย์ของนายคมสัน บุพนิมิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ ซึ่งต้องมองหาลูกค้าเป้าหมายจากกลุ่มที่เป็นลูกค้าโมบายไลฟ์เป็นหลัก โดยที่โครงสร้างการทำงานใหม่ ได้โอนย้ายเอ็มเปย์ให้มาอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของฮุย เวง ชอง “หน้าที่คุณฮุย เวง ชองจะช่วยทำให้ทั้ง 3 ส่วนดังกล่าวเกิดการประสานงานที่ราบรื่น โดยที่มีลูกค้าองค์กรซ่อนอยู่ภายใต้ทีมการตลาดของคุณชำนาญ” นอกจากนี้ ฮุย เวง ชอง ยังมีคุณสมบัติเด่นอีก 2 ประการคือมีความเข้าใจเทคโนโลยี เนื่องจากเป็นผู้บริหารสิงเทลในด้าน Product Development ซึ่งสามารถนำเทคโนโลยีมาสร้างให้เกิดบริการที่มีความแตกต่างจากบริการมาตรฐานของผู้ผลิตหรือเวนเดอร์ทั้งหลาย มีความเข้าใจในเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าเอไอเอส รวมทั้งการที่เขาเคยเป็นผู้บริหารโฟนลิ้งค์นานถึง 3 ปีครึ่งทำให้มีความรู้และความเข้าใจในตลาดและลูกค้าคนไทย ซึ่งแนวโน้มบริษัทข้ามชาติ มักจะส่งตัวแทนผู้บริหารที่เคยมีประสบการณ์ในประเทศนั้นๆ กลับมาเป็นผู้บริหารอีกครั้ง “ต่อไปจะเกิดการเชื่อมโยงกันมากขึ้นระหว่างการตลาดภายใน และเชื่อมโยงกับด้านเทคนิค ไอทีโซลูชันต่างๆ”สมประสงค์กล่าว นายฮุย เวง ชองกล่าวว่าจะให้ความสำคัญในเรื่องการตลาดเป็นหลัก โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการที่เป็นผู้บริหารจากสิงคโปร์แล้วเข้ามาทำงานในเอไอเอส โดยแนวทางพัฒนาการตลาดและบริการของเอไอเอสจะยึด 3 แพลตฟอต์มเป็นหลักคือบรอดแบนด์ โมบายและฟิกซ์ไลน์ มารวมกันเพื่อพัฒนาให้เกิดบริการในเอไอเอส นายสมประสงค์กล่าวถึงการตลาดครึ่งปีหลังว่า ขนาดของเครือข่ายที่ขยายตัวมากขึ้นก็จะส่งผลให้รายได้ดีขึ้น จะทำให้ลูกค้าสนใจบริการที่พลิกแพลงมากขึ้น รายได้ของบริการเสริมจะเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่สูงกว่าบริการพื้นฐาน “เอไอเอสไม่ได้เริ่มสงครามราคา แต่จำใจทำเพื่อป้องกันตัวเองทุกครั้ง ซึ่งหากมีการนำค่าเชื่อมโครงข่ายมาใช้ก็จะส่งผลดีกับภาพรวม เพราะการแข่งขันจะเป็นในเชิงสร้างสรรค์ ป้องกันการดัมป์ราคา หรือดัมป์ทราฟิกจากเครือข่ายหนึ่งไปสู่เครือข่ายหนึ่ง ต่อไปราคาจะสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง” Company Related Links : AIS Credit: Manager Online กทช.ไฟเขียวค่ายมือถือขอความถี่ หวังใช้ถกประเด็นกฤษฏีกาตีความAugust 21, 2006 กฤษฎีกาตีความเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ ระบุกทช.มีอำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่ อิงตามมาตรฐานสากล ITU ในขณะที่การจัดทำแผนคลื่นความถี่แห่งชาติจำเป็นต้องรอคณะกรรมการร่วมระหว่างกทช.กับกสช. ด้านประธานกทช.ชี้รอเอกชนยื่นขอความถี่ จึงจะนำเรื่องเข้าถกในที่ประชุมกทช. หลังเสียงส่วนใหญ่กทช.เห็นตรงกันว่าจัดสรรความถี่ได้ ด้านโอเปอเรเตอร์มือถือขยับรับลูกเตรียมยื่นขอความถี่ หลังไทยถูกเขมรแซงหน้าเรื่อง 3G ไปแล้ว พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า ปัญหาเรื่องอำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่ ได้คลี่คลายลงในระดับหนึ่งแล้ว หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ส่งความเห็นตามที่สำนักงานกทช.ร้องถามในประเด็นอำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่ว่ากทช.สามารถจัดสรรได้หรือไม่ ในขณะที่ไม่มีคณะกรรมการร่วมระหว่างกทช.และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ซึ่งกทช.เสียงส่วนใหญ่ต่างมีความเห็นสอดคล้องกันว่า กทช.สามารถจัดสรรคลื่นความถี่และอนุมัติคลื่นความถี่เกี่ยวกับด้านโทรคมนาคม และเป็นคลื่นความถี่ที่ใช้ตามมาตรฐานสากลของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ได้ แต่ในเมื่อกทช.ยังไม่มีความเห็นเป็นไปตามแนวทางเดียวกันทั้งหมด ก็จำเป็นต้องรอให้มีผู้ประกอบการยื่นเรื่องขอจัดสรรความถี่เข้ามาที่กทช. หลังจากนั้นบอร์ดกทช.ทั้ง 7 คนจะนำเรื่องดังกล่าวประกอบกับการตีความของกฤษฎีกา เข้าหารือในที่ประชุม เพื่อให้ได้ข้อสรุปชัดเจนว่ากทช.จะสามารถจัดสรรคลื่นความถี่ได้หรือไม่ “หากมีเอกชนยื่นขอความถี่เข้ามา เราจะได้พิจารณาโดยอิงตามความเห็นของกฤษฎีกา ซึ่งหากกทช.จัดสรรความถี่ได้ ก็จะทำให้อุตสาหกรรมเดินหน้าต่อไปได้” แหล่งข่าวจากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือกล่าวว่า หากพิจารณาตามการตีความของกฤษฎีกา กทช.ก็สามารถจัดสรรความถี่ได้แล้ว ขึ้นอยู่กทช.จะกล้าหรือไม่เท่านั้น เพราะที่ผ่านมาบางเรื่องกทช.เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบหมด เหลือกทช.คนเดียวโวยวายขึ้นมา ก็ไม่กล้าทำอะไรแล้ว ซึ่งในส่วนของเอกชนก็เตรียมยื่นเรื่องขอความถี่เข้าไปยังสำนักงานกทช. เพื่อให้ทุกอย่างกระจ่าง “ตอนนี้ไทยล้าหลังกว่าเขมรแล้ว เพราะเขมรเริ่มทำ 3G ในเมื่อกทช.มีความเห็นกฤษฎีกาอยู่แล้ว ก็น่าจะจัดสรรความถี่ได้โดยเฉพาะความถี่ 3G หรือไว-แมกซ์” ทั้งนี้กฤษฎีกาได้ข้อวินิจฉัยกลับมาที่กทช.ตั้งแต่ต้นเดือนส.ค.ที่ผ่านมา ตามที่กทช.ถามไป 3 ประเด็นคือ ประเด็นที่1ในขณะที่ยังไม่มีการจัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่แห่งชาติ ยังไม่มีการจัดทำตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ และยังมิได้กำหนดการจัดสรรคลื่นความถี่ระหว่างคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ และกิจการวิทยุโทรคมนาคม โดยคณะกรรมการร่วม หากกทช.มีความจำเป็นที่จะต้องจัดสรรคลื่นความถี่ เพื่อกิจการวิทยุโทรคมนาคมจะกระทำได้หรือไม่และอาศัยบทบัญญัติใด กฤษฎีกามีความเห็นว่าการจัดสรรคลื่นความถี่มี 2 นัยคือการจัดสรรคลื่นความถี่ ระหว่างคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการร่วม และอีกนัยหนึ่งคือการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการที่กทช.หรือกสช.รับผิดชอบ ซึ่งการที่กทช.จะอนุญาตหรือจัดสรรคลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคม กทช.จะต้องจัดทำแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมและแผนแม่บทความถี่วิทยุ ตามมาตรา 51 ของพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพื่อใช้เป็นหลักในการพิจารณาอนุญาตหรือจัดสรรคลื่นความถี่ก่อน แต่ข้อเท็จจริงปัจจุบันในเมื่อยังไม่มีแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่และตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติเพราะยังไม่มีกสช. ก็มิได้หมายความว่ากทช.ไม่สามารถกำหนดแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมและแผนความถี่วิทยุและดำเนินการใดๆในกิจการโทรคมนาคมที่รับผิดชอบตามมาตรา 51 ของพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ดังนั้นกทช.สามารถจัดทำแผนดังกล่าวได้ หากเป็นไปโดยสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและเป็นไปตามข้อบังคับ ITU อันเป็นหลักการเดียวกับที่คณะกรรมการร่วมจะนำมาจัดทำแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมและแผนความถี่วิทยุ ก็สามารถนำมาเป็นหลักการในการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมตามมาตรา 51 ได้ต่อไป ประเด็นที่ 2 กฤษฎีกาวินิจฉัยว่าตารางกำหนดความถี่วิทยุแห่งชาติที่กรมไปรษณีย์โทรเลขจัดทำไว้เดิม ไม่สามารถใช้บังคับต่อไปได้ตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่กำหนดให้คณะกรรมการร่วมเป็นผู้จัดทำ และนอกจากนี้ตารางกำหนดความถี่วิทยุแห่งชาติเดิมไม่มีความเหมาะสมและไม่เป็นไปตามเหตุการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากการจัดทำตารางกำหนดความถี่วิทยุแห่งชาติจะต้องกำหนดให้เป็นไปตามแนวทางเดียวกับมาตรฐานสากลของ ITU ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงจากตารางเดิมที่กรมไปรษณีย์โทรเลขทำไว้ แต่อย่างไรก็ดีระหว่างที่ยังไม่มีตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ในการปฏิบัติก็อาจนำตารางกำหนดกำหนดความถี่วิทยุแห่งข้อบังคับวิทยุของ ITU มาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติงานเบื้องต้นกับกิจการโทรคมนาคม และกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ไปพลางก่อนได้ ประเด็นที่ 3 กทช.หารือว่าคลื่นความถี่วิทยุที่ได้จัดสรรไว้เพื่อกิจการวิทยุโทรคมนาคมเป็นหลัก โดยให้ใช้ในกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เป็นลำดับรอง ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากลระหว่างประเทศชัดเจนนั้น กทช.จะสามารถจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุดังกล่าวได้หรือไม่ กทช.หารือว่าตารางกำหนดความถี่วิทยุแห่งชาติที่กรมไปรษณีย์โทรเลขได้จัดทำไว้เดิมและคณะกรรมการประสานงานการจัดและบริหารความถี่วิทยุแห่งชาติ (กบถ.) ให้ความเห็นชอบซึ่งมีผลใช้บังคับตามกฎหมายเดิมก่อนที่จะมีคณะกรรมการร่วม ซึ่งอ้างอิงแนวปฏิบัติตามมาตรฐานสากลของ ITU สามารถนำมาใช้บังคับต่อไปได้หรือไม่ กฤษฎีกาได้ตอบในประเด็นนี้ว่าเมื่อได้วินิจฉัยในประเด็นที่หนึ่งแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้อีก Company Related Link: คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) Credit: Manager Online 2006年8月 AIS ยันแพคเกจใหม่เน็ตเวิร์กไม่เดี้ยงAugust 16, 2006 เอไอเอสออก 4 แพคเกจใหม่ S M L และ XL ยึด 4 แกนตอบสนองพฤตกรรมลูกค้า ภายใต้คอนเซ็ปต์กระตุ้นการโทร.ในเครือข่ายเป็นหลัก ยันครึ่งปีหลังไม่เห็นค่าบริการที่จะทำให้เครือข่ายเดี้ยงแน่นอน นายฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิสหรือเอไอเอสกล่าวว่า เอไอเอสออก 4 ไลฟ์สไตล์แพคเกจใหม่ ประกอบด้วย S,M,L และ XL เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้งานของลูกค้าจีเอสเอ็ม แอดวานซ์ทุกแกนไม่ว่าจะเป็นเรื่องพฤติกรรมการจ่ายเงิน พฤติกรรมการใช้งานโทร.มาก โทร.น้อย พฤติกรรมโทร.ถึงใคร ช่วงเวลาไหน รวมทั้งพฤติกรรมการใช้บริการด้านวอยซ์ และนอนวอยซ์ เอไอเอสใช้การสำรวจความต้องการของลูกค้าผ่าน 2 แนวทางหลักคือมีทีม Voice of Customer เพื่อเก็บรวบรวมความคิดเห็นจากลูกค้า ไม่ว่าจะมาทางคอลเซ็นเตอร์ที่มากกว่า 2 ล้านคอลล์ต่อเดือนหรือทีมการตลาดกว่า 300 คนที่คอยรับเสียงร้องเรียนจากลูกค้า รวมทั้งมีระบบดาต้า ไมนิ่งที่ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ในการออกแพคเกจ นางอรุณภรณ์ ลิ่มสกุล ผู้อำนวยการสำนักบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า เอไอเอสกล่าวว่า 4 แพคเกจดังกล่าวจะตอบสนองพฤติกรรมความต้องการโทร.ที่แตกต่างกันใน 4 แกนหลักคือ 1.จำนวนเบอร์ที่โทร.ติดต่อ ซึ่งเอไอเอสพบกว่าคนที่โทร.น้อย จะโทรหาคนสนิท ไม่กี่เบอร์ และคนที่โทร.มาก ก็จะโทร.ไปยังเบอร์ปลายทางมากขึ้น ซึ่งจากฐานลูกค้าเอไอเอสกว่า 17 ล้านรายจะพบว่าจะเป็นการโทร.ภายในเครือข่ายมากกว่าโทร.นอกเครือข่าย 2.ลูกค้าจีเอสเอ็ม จะมีกิจกรรมที่หลากหลาย และมีการเดินทางนอกสถานที่ มีการเดินทางบ่อย มีการเคลื่อนที่สูง รวมทั้งลูกค้ากว่า 70% จะมีธุรกิจส่วนตัว รับราชการหรือเป็นพนักงานในองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งลูกค้าเอไอเอสจะมีทุกระดับตั้งแต่คนเริ่มทำงานจนถึงผู้ที่ทำธุรกิจประสบความสำเร็จ 3.รวมทั้งมีแนวโน้มในการใช้บริการเสริมมากขึ้นทั้งในเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนท์ และใช้ด้านธุรกิจ 4.เวลาในการโทร.ซึ่งพบว่าลูกค้าจีเอสเอ็มมีโทร.กระจายตัวทั้งวันไม่ว่าจะเป็นกลางวัน กลางคืน และวันหยุด สำหรับทั้ง 4 แพคเกจนั้น S จะเหมาะกับคนที่โทร.ไม่มาก มีเลขหมายที่โทร.ประจำ ต้องการโปรโมชันเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน ส่วนแพคเกจ M L และ XL เหมาะสำหรับคนที่ใช้งานปานกลางค่อนข้างสูง โทร.ไปหากลุ่มคนหลายกลุ่ม เป็นการใช้งานมากทั้งกลางวันและกลางคืน มีกิจกรรมนอกสถานที่ และชอบใช้บริการเสริมในชีวิตประจำวัน ทั้ง 4 แพคเกจจะมีระยะเวลาในงานได้นาน 12 เดือน สำหรับลูกค้าใหม่หรือลูกค้าเก่าทั้งระบบโพสต์เพดและระบบพรีเพด ที่สมัครใช้ภายใน 30 ก.ย.นี้ “ปัจจุบันเอไอเอสมีมากกว่า 100 โปรแกรมสำหรับลูกค้าจีเอสเอ็ม แอดวานซ์ ซึ่งหากลูกค้าคนไหนโปรโมชันหมดช่วงนี้ ก็จะถูกเสนอให้เลือก 4 แพคเกจดังกล่าวเกือบทุกราย ยกเว้นลูกค้าบางรายที่อาจมีโปรโมชันจูงใจมากเป็นพิเศษ ซึ่งในครึ่งปีหลังจะไม่เห็นอัตราค่าบริการที่จะมีผลกระทบกับคุณภาพเครือข่ายเป็นอันขาด เพราะเอไอเอสยังยึดมั่นจุดขายเรื่องเครือข่าย”นายฐิติพงศ์กล่าวสรุปท้าย Company Related Links : AIS Credit: Manager Online True ตีปีกรับไลเซ่นส์เกตเวย์อินเทอร์เน็ตAugust 16, 2006 กทช. ปลดแอกกลไกตลาดราคาอินเทอร์เน็ต มอบไลเซ่นส์ เกตเวย์อินเทอร์เนต “สกายออฟฟิศ” บริษัทลูกทรูคอร์ป ไตรมาส4 พร้อมให้บริการ เตรียมงบ 200 ล้านวางระบบ มั่นใจลูกค้าต่อเน็ตพุ่ง ก่อนเตรียมปรับโครงสร้างบริการใหม่ พร้อมให้ไอเอสพีเช่าใช้ พลเอก ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยว่า กทช. ได้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม แบบที่ 2 บริการอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ระหว่างประเทศ ให้แก่ บริษัท สกาย ออฟฟิศ จำกัด ในกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น ซึ่งนับเป็นบริษัทเอกชนรายแรกของประเทศที่ได้รับใบอนุญาตแบบที่ 2 โดยคณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า บริษัทดังกล่าว มีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ที่ กทช. กำหนด นอกจากนี้ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ยังมีความเห็นว่า การมอบใบอนุญาตดังกล่าวจะส่งผลดีในด้านการแข่งขันด้านโทรคมนาคม และเพิ่มทางเลือกให้ตลาดสามารถใช้บริการโทรคมนาคมที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้น ในราคาที่เหมาะสมและประหยัดกว่าเดิม ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับนโยบายหลักของ กทช. ที่จะผลักดันและยกระดับตลาดการให้บริการอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ระหว่างประเทศ ให้ได้มาตรฐานเทียบเท่าสากล นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า การทำตลาดของ บริษัท สกาย ออฟฟิค หลังจากได้ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม แบบที่ 2 (ประเภทมีและไม่มีโครงข่ายเป็นของตัวเอง) นั้น คาดว่าในเบื้องต้น จะใช้เงินลงทุนสำหรับในวางระบบโครงข่าย ประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ระหว่างประเทศได้ อีกทั้งจะช่วยเพิ่มขีดการให้บริการได้ทัดเทียมธุรกิจโทรคมนาคมระดับสากล ซึ่งจะเป็นพันธมิตร ร่วมกับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กสทโทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายอินเตอร์เน็ตออกต่างประเทศ แทนการลงทุนเอง “โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา กับ ทีโอที และ กสทเพื่อให้มีต้นทุนลดลง ซึ่งเดิมทรูฯต้องจ่ายเช่าเกตเวย์ที่ผ่านจาก กสท ต่อปีประมาณ 700 ล้านบาท และหลังจากได้ใบอนุญาตประเภทนี้แล้ว จะทำให้มีต้นทุนลดลง เหลือเพียง350 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะพัฒนาโครงข่ายและเปิดให้บริการอย่างเต้มมรูปแบบในไตรมาส 4 ปีนี้” ทั้งนี้การที่บริษัทไม่ลงทุนเองเนื่องจากต้องการใช้โครงข่ายเดิมมีอยู่แล้วเพื่อไม้ให้เกิดการลงทุนที่ ซ้ำซ้อน ของประเทศ ซึ่งหวังว่าจะเจรจาเช่าโครงข่าย ของกสท และ ทีโอทีในราคาที่เป็นธรรม และหากกทช. ออกใบอนุญาต อินเตอร์เน็ต เกตเวย์ ประเภทที่ 3 จะยื่นขอเช่นกัน อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ทรู ต้องเสียค่าเช่าอินเตอร์เน็ต เกตเวย์ให้กับทาง กสท. ปีละ 700-800 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าหลังจากที่ทรูมีเกตเวย์เป็นของตัวเองแล้ว จะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับ กสท.ลงครึ่งหนึ่ง ขณะเดียวกันในแง่ของการรับรู้รายได้จากบริการเกตเวย์ให้กับไอเอสพี หรือผู้ที่เข้ามาขอเชื่อมต่อวงจร ในปีนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ แต่เชื่อว่าการได้รับอนุมัติให้ประกอบกิจการดังกล่าวจะช่วยขยายตลาดบอร์ดแบรนด์ของทรูให้โตได้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน โดยทรูตั้งเป้ายอดผู้ใช้บอร์ดแบรนด์ทั้งปีอยู่ที่ 500,000 ราย จากตลาดรวมที่อยู่ที่ 700,000-800,000 ราย โดยในขณะนี้ทรูมียอดผู้ใช้บอร์ดแบรนด์แล้วกว่า 400,000 ราย โดยใบอนุการที่ กทช. ได้อนุมัติให้ จะสามารถเพิ่มขีดความสามารถ ด้านความเร็วแก่ลูกค้าได้มากขึ้น โดย สกาย ออฟฟิค จะให้บริการ แก่อินเตอร์เน็ตรายย่อย 4 บริการ คือ บริการเชื่อมโยงโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ (International IP Transit Service) บริการเชื่อมโยงโครงข่ายอินเทอร์เน็ตภายในประเทศ (Domestic Internet Exchange Service) บริการเชื่อมโยงโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศผ่านเทคโนโลยี leased line (International Private Leased Circuit ) บริการเชื่อมโยงโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศผ่านเทคโนโลยี MPLS (International IP VPN) Company Related Links: True กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) Credit: Manager Online 2006年8月 ค่ายมือถือปรับรูปแบบแพคเกจ เน้นลูกค้าโทร.ภายในเครือข่ายAugust 11, 2006 วัน-ทู-คอล ออกโปรแกรมใหม่ อัพ ทู ยู แล้วแต่ลูกค้าจะเลือกรับของรางวัลเป็นค่าโทร. เป็นจำนวนวัน หรือเป็นการส่ง SMS ด้วยการสะสมคะแนนจากทุกครั้งของการโทร.ปกติ ด้านทรูมูฟออกแพคเกจโทร.ในเครือข่ายครั้งละบาทเดียวตั้งแต่ตี 5 ถึงก่อน 5 โมงเย็น นายฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิสหรือเอไอเอสกล่าวว่าวัน-ทู-คอล ได้ออกโปรแกรมใหม่ชื่ออัพทูยู โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าเก่า ที่สามารถมาเลือกใช้โปรแกรมนี้ได้ รวมทั้งหาลูกค้าใหม่เนื่องจากมีอัตราค่าบริการที่ถือว่าจูงใจในตลาดขณะนี้ โปรแกรมอัพทูยู มุ่งที่จะตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าวัน-ทู-คอล ที่มีมากกว่า 15 ล้านคนในลักษณะที่ให้ลูกค้าสามารถเลือกรับรางวัลได้ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มค่าโทร. การเพิ่มวันใช้งาน หรือการส่ง SMS โดยที่ลูกค้าเพียงใช้งานตามปกติโทร.1บาทจะได้รับคะแนนสะสม 1 คะแนน และเมื่อสะสมครบ 10 คะแนนก็สามารถนำไปเลือกแลกของรางวัลได้อย่างค่าโทร. 1 บาทหรือวันใช้งาน 1 วันหรือส่ง SMS ได้ 1 ครั้งตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย.เป็นต้นไป โดยที่ระบบจะสะสมคะแนนให้ลูกค้าทันทีที่เปลี่ยนมาใช้โปรแกรมนี้ และสามารถตรวจสอบคะแนนสะสมได้เพียงกด *717# ตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค.เป็นต้นไป โปรแกรมอัพทูยูจะให้ลูกค้าสะสมคะแนนได้จนถึงสิ้นปีนี้ สำหรับค่าโทร.จะคิดในลักษณะในเครือข่ายกับนอกเครือข่าย เพื่อรองรับกับการประกาศใช้ค่าเชื่อมโครงข่ายหรืออินเตอร์คอนเน็กชั่น ชาร์จ โดยการโทร.ภายในเครือข่ายจะคิดนาทีแรก 3 บาทนาทีต่อไปจนกว่าจะวางสายนาทีละ 1 บาท โทร.นอกเครือข่ายคิดนาทีแรก 3 บาท นาทีต่อไปจนกว่าจะวางสายนาทีละ 2 บาท “การแข่งขันในครึ่งปีหลัง น่าจะเห็นราคาที่สมดุลย์ มากกว่าแข่งขันเรื่องราคา ซึ่งในมุมของเอไอเอสอยากให้แข่งกันเรื่องคุณภาพบริการมากกว่า โดยขณะนี้เครือข่ายของเอไอเอสกลับมาดีเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว และจะเห็นโปรแกรมต่างๆที่เราจะออกมาสำหรับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง” ทรูมูฟ โทร.ครั้งละบาท นายสุภกิจ วรรธนะดิษฐ์ ผู้อำนวยการด้านการตลาด กลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่าทรูมูฟออกแพคเกจใหม่สำหรับลูกค้าระบบพรีเพด ด้วยการโทร.ครั้งละ 1 บาทภายในเครือข่ายทรูมูฟ ตั้งแต่ตี 5 ถึงก่อน 5 โมงเย็น ส่วนโทร.นอกเครือข่ายก็คิดค่าโทร.แค่ครั้งละ 3 บาท นอกเวลาคิดค่าโทร. 3 นาทีแรกนาทีละ 2 บาท นาทีต่อไปนาทีละ 1 บาท นอกจากนี้ยังจะได้รับสิทธิพิเศษโทร.ฟรีทุกวัน วันละสูงสุด 15 นาที เมื่อโทร.ในช่วงเวลา 9.00-9.05 น., 12.00-12.05 น. และ 15.00-15.05 น. พร้อมรับโบนัสโทร.ฟรี ทันทีที่เปิดใช้บริการ 50 บาทและต่อเนื่องอีก 11 ครั้ง รวมมูลค่าสูงถึง 600 บาท ซึ่งแพ็กเกจโทร.ครั้งละ 1 บาท พร้อมให้บริการตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค. – 5 ก.ย. ศกนี้เท่านั้น ลูกค้าใหม่ทรูมูฟแบบเติมเงิน สามารถซื้อซิมการ์ดทรูมูฟในราคาเพียง 99 บาท สำหรับลูกค้าปัจจุบันที่สนใจแพ็กเกจโทร.ครั้งละ 1 บาทสามารถเปลี่ยนมาใช้โปรโมชั่นนี้ได้ เพียงโทรมาที่หมายเลข 9305 แล้วทำตามขั้นตอนของระบบตอบรับอัตโนมัติ โดยเสียค่าใช้จ่าย 30 บาท Company Related Links : AIS True Move Credit: Manager Online ฮัทช์ช็อปประกาศพร้อมรับมือถือ 10 หลักAugust 11, 2006 ฮัทช์ พร้อมรองรับให้บริการแปลงเลขหมายในซิม จาก 9 หลัก เป็น 10 หลัก ให้แก่ลูกค้าโดยอัตโนมัติที่ฮัทช์ช็อปทุกสาขา โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2549 ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ Hutch จะต้องเติม 8 หลัง เลข 0 ตัวแรกทุกครั้งที่โทรเข้าเบอร์โทรศัพท์มือถือ สำหรับการโทรจากต่างประเทศ เข้าโทรศัพท์มือถือ ก็จะใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน โดยจะมีเลข 8 ตามหลังรหัสประเทศไทย 66 เช่น 66 (8) 6388-84xx ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการยังสามารถใช้งานเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 9 หลัก หรือ 10 หลักก็ได้จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 และตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม เป็นต้นไป การโทรเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ จะใช้งานเลขหมาย 10 หลักได้เพียงอย่างเดียว ส่วนการโทรเข้าโทรศัพท์พื้นฐาน (หรือเบอร์โทรศัพท์บ้าน) ยังคงใช้เลขหมาย 9 หลักเช่นเดิม Company Related Links : HUTCH Credit: Manager Online บอร์ดทีโอที เคาะตั้งบริษัทลูก 4 กลุ่มธุรกิจ ก่อนปรับตัวหันสู่ “เน็ตเวิร์ค โพรวายเดอร์”August 11, 2006 บอร์ด ทีโอที เห็นชอบ แตกบริษัทลูก 4 กลุ่มธุรกิจให้เสร็จก่อนสิ้นปี 49 หลังฝ่ายบริหารเสนอแยกตั้งธุรกิจใหม่โฟกัสเฉพาะ สร้างความคล่องตัวแข่งขันสู้เอกชน วางตัวเป็น “เน็ตเวิร์ค โพรวายเดอร์” เต็มรูปแบบ พร้อมให้บริการครบวงจร เตรียมจ้างบริติชเทเลคอม เข้าปรึกษาวางหมากเป็นผู้ให้บริการสื่อสารยุคใหม่ นายจำรัส ตันตรีสุคนธ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ทีโอที เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด)ว่า ที่ประชุมมีมติให้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการดำเนินงานของบริษัท โดยอนุมัติให้จัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมา 4 บริษัท ซึ่งประกอบด้วย 1.บริษัทเพื่อให้บริการด้านการสอบถามข้อมูล หรือ Call Center 2.บริษัทให้บริการสำหรับลูกค้าตามบ้านแบบครบวงจร หรือ Home solution 3.บริษัทผู้ให้บริการมัลติมีเดียครบวงจร หรือ Content Provider 4.บริษัทผู้ให้บริการด้านตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร หรือ E-market Place ทีโอทีเชื่อว่า 4 บริษัทลูกเหล่านี้จะสามารถสร้างความชัดเจนในด้านการแข่งขันให้เกิดความคล่องตัว ทั้งด้านการบริหาร การจัดการและการให้บริการที่ตอบสนองลูกค้าได้มากขึ้น “แผนจัดตั้งบริษัทลูก ทางบอร์ดอยากให้ ทีโอที นั้นสามารถโฟกัสไปในธุรกิจอื่นๆได้อย่างคล่องตัวมากขึ้นทั้งในแง่การบริหาร การจัดการ เหมือนบริษัท เอกชน ที่มีการจัดตั้งธุรกิจอื่นเข้ามารองรับตัวธุรกิจหลัก สามารถทำธุรกิจที่เอื้อกันไป อีกทั้ง การแตกบริษัท ลูก ออกไปนั้น จะเป็นหนึ่งในแผน ของ ทีโอที ที่จะให้บริการหลัก คือ การเป็นเน็ตเวิร์ค โพรวายเดอร์” สำหรับแนวทางหรือความชัดเจนในการจัดตั้งบริษัท และการให้บริการ เบื้องต้นทางฝ่ายบริหารจะหาผู้ที่เข้ามารับผิดชอบ ทำแผนธุรกิจรองรับ เพื่อกลับนำมาเสนอยังบอร์ดพิจารณาอีกครั้ง แต่การประชุมบอร์ดในครั้งต่อไป (24 สิงหาคม) ฝ่ายบริหารจะนำเรื่องการจัดตั้งบริษัทคอลเซ็นเตอร์เข้าประชุมเพื่อหาข้อสรุปเป็นบริษัทแรก เนื่องจากว่าธุรกิจในส่วนนี้ ทีโอที ได้มีการดำเนินงานอยู่แล้ว และมีความพร้อมที่สุด เช่น ข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน GCC 1111 (Government Contact Center) บริการสอบถามเลขหมาย 1133 ซึ่งในอนาคต หากแยกออกมาชัดเจน ทีโอที ก็จะทราบหรือรับรู้รายได้ได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามแนวทางการจัดตั้งบริษัททั้งหมด คาดว่าภายสิ้นปีนี้จะสามารถจดทะเบียนขึ้นเป็นบริษัทได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่วนการเปิดให้บริการนั้นแล้วแต่ความพร้อมของธุรกิจ แต่เบื้องต้นจะคงไม่เกินกลางปี 2550และจะรับรู้รายได้ของทั้ง 4 บริษัทได้ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปี นายจำรัส กล่าวอีกว่า บริษัท ที่จะแยกจัดตั้งใหม่ ธุรกิจบริการทุกอย่างยังคงอยู่ภายใต้การบริหารของ ทีโอที แต่การจดทะเบียนในชื่อใด หรือ แผนธุรกิจ หรือ เป้าหมายรายได้ ในระหว่างนี้ยังไม่สามารถกำหนดได้ ซึ่งจะต้องรอให้บอร์ดพิจารณาในด้านแนวทางจากฝ่ายบริหารที่นำเสนอเข้าไป อีกทั้ง บริษัท ที่จัดตั้งใหม่นั้น บอร์ด ยังไม่ได้กำหนดชี้ชัดให้เป็นบริษัทที่ ทีโอที ดำเนินงาน เอง หรือ ถือ หุ้นอยู่ โดยอาจจะมีแนวทางอื่นเข้ามาพิจารณาประกอบด้วย อาทิ การเจรจาหาพันธมิตรมาร่วมทุน การเข้าซื้อกิจการจากกลุ่มธุรกิจที่ให้บริการเดิมอยู่แล้วในตลาด “เมื่อกรุ๊ปปิ้งบริษัท ใหญ่ ให้แตกตัวออกไป มีการจัดการบริหารชัดเจน ทีโอที ก็จะเดินหน้าแข่งขันได้อย่างคล่องตัวมากขึ้นไม่ต้องกังวลในแง่ธุรกิจที่บางอย่างมีความซ้ำซ้อน หรือการที่โฟกัสธุรกิจบรอดแบนด์ได้อย่างเต็มที่รวมถึงการบริการใหม่เข้าชดเชยรายได้โทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์สาธารณะ” อย่างไรก็ตามการจัดตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ 4 บริษัทนั้น ไม่มีส่วนที่เกี่ยวข้องหรือมีผลกระทบต่อแผนการควบรวม เพราะบริษัทใหม่จะเป็นเพียงแค่ธุรกิจเสริมของทีโอทีเท่านั้น อีกทั้งจะยังส่งผลดีช่วยให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นและเป็นผู้ประกอบการที่ให้บริการได้ครบวงจรและมีโครงข่ายเป็นของตนเองด้วย ส่วนกรณีควบรวม กับ บริษัท กสท โทรคมนาคม นายจำรัส ได้กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้นำเสนอเป็นวาเข้าที่ประชุม เนื่องจากข้อมูลจากแต่ละฝ่าย ยังไม่ชัดเจน โดยยังอยู่ในขั้นตอนหารือ และทำความเข้าใจ ในการที่ให้แต่ละฝ่ายตัดสินใจ โดยเฉพาะในกลุ่มสหภาพแรงงานฯ และพนักงานทุกคน ซึ่งการนำเสนอเข้าที่ประชุมได้นั้นจะต้องมีความเห็นจากทุกฝ่าย เรียบร้อยดีแล้ว ทั้งข้อดี ข้อเสีย “ตอนนี้พยายามเดินสายไปยังกลุ่มพนักงาน ในการสอบถามความคิดเห็นถึงการควบรวม ซึ่งข้อมูลบางจุด แต่ละคนจากที่ทราบข้อมูลยังไม่เข้าใจและหลักการ ถึงแม้ในขณะนี้ได้มีพนักงานหรือตัวแทนจากสหภาพ ออกมาคัดค้าน ทางฝ่ายบริหารก็อยากจะทำความเข้าใจ หากใครอยากถาม ก็เปิดโอกาสให้ มานั่งจับเข่าคุยกันหรือส่งตัวแทนมาคุยกันเลยก็ดี ไม่ใช่เราไม่รับฟังความเห็น เรื่องราวแตกประเด็นไปกันใหญ่แล้ว” รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ ยังกล่าวเสริมว่า ในเดือนหน้า ทีโอที เตรียมที่จะลงนามสัญญาจ้องให้บริษัท บริติช เทเลคอม ประเทศอังกฤษมาเป็นที่ปรึกษาในการวางแผนงานธุรกิจ ช่วยปรับกลยุทธ์ และทิศทางการให้บริการสื่อสาร แบบระยะยาวเพื่อแข่งขันกับเอกชนได้มากขึ้น ที่ ทีโอที จะใช้การสร้างรายได้จากการดำเนินงานบนเครือข่ายอัจฉริยะ หรือ New Generation Network (NGN)โดยจะมีการเซ็นสัญญาในเดือนกันยายน ใช้วงเงินในการว่าจ้างเบื้องต้นที่ยังอยู่ในขั้นเจรจาต่อรองอยู่ประมาณ 30 ล้านบาท ซึ่งการว่าจ้างครั้งนี้ ทีโอที จะให้เข้ามาศึกษาเป็นระยะเวลา 4 เดือน Company Related Links : TOT Credit: Manager Online สามารถไตรมาส2รายได้9พันกว่าล้าน ไอ-โมบายธงนำสร้างยอดขายโต200%August 11, 2006 กลุ่มสามารถโชว์ประกอบการไตรมาส 2 มีรายได้ 9,151 ล้านบาท โดยมีไอ-โมบายเป็นดาวเด่นในการสร้างยอดขายที่โตถึง 200% ส่วนครึ่งปีหลังยังมุ่งเน้นการรักษาฐานลูกค้ามือถือในต่างประเทศและรุกตลาดมากขึ้น เผยไตรมาส 4 ถึงไตรมาสแรกปีหน้าจะมีนวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ตลาด เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งมากขึ้น ขณะที่สามารถคอร์ปกับแซมเทลมีโครงการที่จะดำเนินการกว่า 5 โครงการ มูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปีนี้ว่า ด้วยกลยุทธ์ในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศและการเตรียมความพร้อมในการรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ทำให้กลุ่มสามารถสร้างรายได้และผลกำไรที่ถือเป็นสถิติสูงสุด โดยมีรายได้รวม 9,151 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 117% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่มีรายได้รวม 4,221 ล้านบาท มีกำไรเพิ่มขึ้น 195 ล้านบาท หรือประมาณ 70% ทำให้ภาพรวมของการดำเนินธุรกิจครึ่งปีแรกมียอดขายอยู่ที่ 17,580 ล้านบาท มีกำไร 1,634 ล้านบาท จากผลประกอบการดังกล่าวมีรายได้หลักมาจาก สามารถ ไอ-โมบายกับสามารถ เทลคอม หรือแซมเทลรวมกันประมาณ 70-80% โดยไอ-โมบายมีรายได้ 8,014 ล้านบาท มีกำไร 136 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% เนื่องจากมียอดขายโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นกว่า 200% ขณะที่แซมเทลมีรายได้ 696 ล้านบาท มีกำไร 92 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 30% นอกจากนี้ ยังมีสายธุรกิจต่างประเทศ หรืออินเตอร์เนชันแนล บิสซิเนส ไม่ว่าจะเป็นแคมโบเดีย แอร์ ทราฟฟิค เซอร์วิสเซส ผู้ให้บริการผู้ให้บริการศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศในกัมพูชา ที่ทำรายได้ช่วงไตรมาส 2 อยู่ที่ 157 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากเที่ยวบินที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันกลุ่มสามารถก็ได้มีการขยายการลงทุนสู่ธุรกิจพลังงานด้วยการจัดตั้งโรงไฟฟ้าคือ กัมปอต เพาเวอร์ แพลนท์ เพื่อผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่โรงงานปูนซิเมนต์ไทยที่กัมพูชา ซึ่งคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ประมาณกลางปีหน้า นายสรรชัย เตียวประเสริฐกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ สามารถ ไอ-โมบาย กล่าวถึงยอดขายเครื่องลูกข่ายมือถือว่า ในช่วงครึ่งปีแรกไอ-โมบายมียอดขายมือถือประมาณ 1.9 ล้านเครื่อง เป็นยอดขายจากต่างประเทศประมาณ 1.2 ล้านเครื่อง ที่เหลือเป็นในประเทศ และมีแนวโน้มที่จะโตอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ส่วนแบ่งตลาดเครื่องลูกข่ายที่เป็นเฮาส์แบรนด์ของไอ-โมบายเป็นอันดับ 2 คือมีแชร์ประมาณ 20-23% รองจากโนเกียที่มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 50% ส่วนครึ่งปีหลังคาดว่ายอดขายมือถือจะอยู่ที่ 4 ล้านเครื่อง 75% เป็นแบรนด์ไอ-โมบาย โดยมีความนิยมอยู่ที่ราคาระดับกลางถึงล่างคือประมาณ 5,000-6,000 บาท ไอ-โมบายจะเตรียมเครื่องลูกข่ายรุ่นใหม่ๆ ที่นำออกสู่ตลาดอีกประมาณ 10-15 รุ่น ด้านธุรกิจคอนเทนต์ในมุมมองผู้บริหารไอ-โมบายเห็นว่า ตลาดคอนเทนต์เริ่มซบเซา ริงโทนลดลง 30-40% เนื่องจากมีมือถือที่คุณสมบัติดีขึ้น เช่น สามารถดาวน์โหลดเพลงได้ อีกปัจจัยคือการทำธุรกิจที่ไม่ตรงไปตรงมาของผู้ให้บริการบางราย เช่น คิดค่าโหลดริงโทน 5 บาท แต่บังคับให้โหลดสัปดาห์ละ 40 บาท เป็นต้น เมื่อตลาดคอนเทนต์ซบเซา ไอ-โมบายเริ่มหันไปเน้นขายเกมมากขึ้น เพราะเป็นธุรกิจที่กำลังโต ซึ่งการให้บริการเรื่องเกมที่ดำเนินการผ่าน BUG 1113 สิ้นปีนี้คาดว่าจะมีประมาณ 2,000 เกม นอกจากนี้ ยังมีการทำคีย์ออสเพื่อให้ลูกค้าสามารถดาวน์โหลดเพลงได้ลงมือถือได้ด้วย ขณะเดียวกันก็มีแผนที่จะทำบัตรที่ใช้ซื้อคอนเทนต์จาก BUG ทั้งหมด เพื่อให้ผู้บริโภคจ่ายค่าบริการจากผู้ให้บริการมือถือน้อยลง ทั้งนี้ จากการให้บริการของ BUG ครึ่งปีแรกมีรายได้อยู่ที่ 250 ล้านบาท นายวัฒน์ชัยกล่าวถึงภาพร่วมของกลุ่มสามารถว่า ธุรกิจต่างประเทศน่าจะเป็นธงนำ อย่างไอ-โมบาย เช่น ยอดขายในมาเลเซียสิ้นปีนี้น่าทำได้ 2,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตลาดใหม่ๆ อย่างบังกลาเทศ อินเดียและกำลังมีการศึกษาตลาดในแถบแอฟริกา ซึ่งเป็นตลาดใหม่และมีโอกาสโตค่อนข้างสูง ส่วนแผนงานช่วงครึ่งปีหลัง จะเน้นการรักษาฐานลูกค้ามือถือในต่างประเทศ และรุกตลาดมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้มีการทำโรดแมปของช่วงไตรมาส 4 ถึงไตรมาสแรกปีหน้าไว้แล้ว คาดว่าจะมีนวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ตลาด และเชื่อว่าจะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้ ส่วนธุรกิจของกลุ่มไอซีที โซลูชัน ที่ดำเนินการภายใต้สามารถ คอร์ป และแซมเทลนั้น ภายในสิ้นปีนี้มีประมาณ 4-5 โครงการ ที่เป็นทั้งของภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีทั้งโครงการที่ดำเนินการเสร็จแล้ว กำลังดำเนินการ กำลังเจรจา รวมมูลค่าประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท Company Related Links : สามารถ ไอ-โมบาย Credit: Manager Online 2006年8月 AIS หวนคืนสังเวียนมือถือ อัดแคมเปญใหม่หลังเครือข่ายดีขึ้นAugust 9, 2006 เอไอเอสใช้กลยุทธ์กระสุนนัดเดียวได้นก 2 ตัว ด้วยแคมเปญมอบสิทธิให้ลูกค้าเก่าสามารถชวนคนมาจดทะเบียนในระบบจีเอสเอ็มแอดวานซ์ พร้อมรับโปรโมชันที่ดีที่สุดในตลาดและสิทธิโทร.หากันฟรี 1,200 นาทีในระยะเวลา 6 รอบบิล ชี้ครึ่งปีหลังตลาดจะเทไปหาโปรโมชันในเครือข่ายหรือนอกเครือข่าย จากผลกระทบการประกาศใช้ค่าไอซี นายฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิสหรือเอไอเอสกล่าวว่าการทำตลาดครึ่งปีหลังของเอไอเอสยังคงใช้เรื่องคุณภาพของเครือข่ายเป็นจุดขาย โดยในปีนี้เอไอเอสใช้เงินเกี่ยวกับด้านเน็ตเวิร์กมากถึง 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งในช่วงนี้ถือว่าเครือข่ายของเอไอเอสมีคุณภาพใกล้เคียงกับช่วงเดิมก่อนที่จะเกิดปัญหาโทร.ข้ามเครือข่ายยาก เพราะโปรโมชั่นที่รุนแรงหมดลงแล้วและการลงทุนเครือข่ายประมาณ 1 หมื่นล้านบาทแล้วเสร็จในเดือนมิ.ย.ก็เริ่มเห็นผลแล้วเช่นกัน เอไอเอสมองว่าครึ่งปีหลังจะมีการประกาศใช้เรื่องค่าเชื่อมโครงข่าย หรืออินเตอร์คอนเน็กชั่น ชาร์จ (ไอซี) ทำให้โอเปอเรเตอร์หันมาทำโปรแกรมในลักษณะการโทร.ภายในเครือข่ายหรือการโทร.นอกเครือข่ายมากขึ้น โดยเอไอเอสจะมีแคมเปญที่ออกมาให้สิทธิพิเศษ(Privilege)กับลูกค้าเก่าเข้มข้นมากขึ้น จากเดิมอาจเป็นแค่การดูหนังฟังเพลง รวมทั้งต้องมีบริการที่หลากหลาย โดยเน้นการแข่งขันทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นคุณภาพบริการ บริการเสริม ด้วยการมุ่งสู่บริโภคเป็นหลัก (Customer Centric) “หากดูคู่แข่งอย่างทรูก็จะเน้นกลยุทธ์ Synergy ดีแทคจะเป็น Product Centric พรีเพดกับโพสต์เพดแยกกันไป ส่วนเอไอเอสจะเน้น Customer Centric ทั้งฐานลูกค้า” หลังเน็ตเวิร์กดีขึ้น เอไอเอสเปิดเกมการตลาดครึ่งปีหลังด้วยแคมเปญที่มุ่งสร้างความรู้สึกที่ดีกับลูกค้าเก่าในขณะที่ก็ได้ลูกค้าใหม่ในระบบโพสต์เพดเพิ่มมากขึ้น โดยที่เอไอเอสจะให้สิทธิพิเศษลูกค้าเก่าจีเอสเอ็ม แอดวานซ์ที่มีอยู่ประมาณ 1.8 ล้านคนสามารถเลือกเพื่อนหรือคนสนิทได้ 2 เลขหมายมาจดทะเบียนในระบบจีเอสเอ็ม แอดวานซ์ โดยจะได้รับสิทธิพิเศษ ประกอบด้วย 1.ลูกค้าเดิมที่เป็นคนได้รับสิทธิ จะสามารถโทร.หาเบอร์คนพิเศษดังกล่าวได้เบอร์ละ 100 นาทีต่อ 1 รอบบิล เป็นระยะเวลา 6 รอบบิล 2.คนพิเศษที่จดทะเบียนใหม่ จะได้รับสิทธิโทร.หาลูกค้าเดิม 100 นาทีต่อ 1 รอบบิลเป็นเวลา 6 รอบบิล ได้อัตราค่าบริการที่ถือว่าจูงใจมากและเป็นอัตราพิเศษไม่มีในท้องตลาดคือเป็นอัตราเหมาจ่าย 250 บาทต่อเดือน โทร.ไม่จำกัดตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. และตั้งแต่ 17.00-08.00 น.คิดค่าบริการนาทีแรก 3 บาทนาทีต่อๆไปนาทีละ 1 บาทในรอบบิลที่ 1-3 สำหรับรอบบิลที่ 4-6 เสียค่าบริการ 2 นาทีแรกนาทีละ 3 บาท นาทีต่อๆไปนาทีละ 1 บาท ทั้งนี้ลูกค้าในระบบจีเอสเอ็ม แอดวานซ์จะได้รับคูปองการรับสิทธิที่ส่งไปพร้อมใบแจ้งค่าบริการ หลังจากนั้นก็สามารถนำไปเปิดเบอร์ใหม่เพื่อรับสิทธิดังกล่าวได้ที่สำนักงานบริการเอไอเอส และร้านเทเลวิซทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 ก.ย. “จุดขายของแคมเปญนี้คือทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ามีสิทธิพิเศษในการเลือกหรือตัดสินใจว่าจะชักชวนให้ใครมาเป็นคนพิเศษ” Company Related Link: AIS Credit: Manager Online 2006年8月 DTAC เผยครึ่งปีหลังลูกค้าคือผู้กำหนดอนาคต3 สิงหาคม 2549 – ดีแทค เผยแผนการตลาดโพสต์เพดหลังดันยอดลูกค้าจดทะเบียนเพิ่มเป็นบวกติดต่อกันถึง 38 เดือน มุ่งรักษาตำแหน่ง value-for-money และครองแชมป์ผู้ให้บริการของประเทศไทย นายสันติ เมธาวิกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายลูกค้า บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า "ปัจจัยที่ทำให้ดีแทคประสพความสำเร็จในตลาดโพสต์เพดคือการมีทิศทางที่ชัดเจน ซึ่งเห็นได้ชัดโดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาว่าดีแทคเป็นผู้ให้บริการที่มีความเชื่อมั่นและหนักแน่นในการให้บริการในระบบโพสต์เพดมากที่สุด ซึ่งเมื่อพิจารณาผลประกอบการในครึ่งปีแรกยืนยันได้ว่าเราตีโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้พุ่งเป้าไปที่การขยายตัวของจำนวนลูกค้าเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องการเป็นผู้ให้บริการที่ดีที่สุดในสายตาของลูกค้า ดังนั้นดีแทคจะยังคงเดินหน้าพัฒนาบริการใหม่ ๆ และแนะนำเทคโนโลยีทันสมัย เน้นที่การใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน หรือ Practical Modern Life แก่ลูกค้า เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดที่สุด ทั้งบริการด้านวอยซ์และดาต้า รวมถึงจุดให้บริการลูกค้า” ในครึ่งปีแรกดีแทคได้ลงทุน 650 ล้านบาทเพื่อปรับปรุงมาตรฐานของงานบริการ พร้อมขยายขีดความสามารถของงานบริการโดยเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่คอลล์เซ็นเตอร์เป็น 1,500 คน ดีแทคลงทุนกับอาคารคอลล์เซ็นเตอร์แห่งใหม่จำนวน 300 ล้านบาทซึ่งจะเปิดใช้เต็มรูปแบบภายในสิ้นปีนี้ สามารถรองรับลูกค้าที่โทรเข้าคอลล์เซ็นเตอร์ได้ไม่ต่ำกว่า 3 ล้านครั้ง/เดือน พร้อมกับจัดระบบการโอนสายของลูกค้าแต่ละกลุ่มไปยังบริการที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังลงทุนจำนวน 200 ล้านบาทกับการเตรียมระบบ data-mining เพื่อวิเคราะห์ลักษณะการใช้งานของลูกค้า เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการพัฒนาแพ็คเกจและบริการใหม่ ๆ ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะเริ่มใช้ในเดือนกันยายนนี้ ดีแทคยังได้ทำการยกระดับร้านดีแทคช้อป 100 แห่งซึ่งมีความสามารถในการดูแลและสร้างความประทับใจให้ลูกค้าขึ้นเป็น Service Center ให้บริการลูกค้าได้ครบวงจรเหมือนการไปใช้บริการที่สำนักงานบริการ โดยในส่วนนี้ได้ใช้เงินลงทุนไป 150 ล้านบาท ภายในปีนี้ดีแทคยังมีแผนจะให้บริการรับชำระค่าบริการ (Pay-Point) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในการชำระค่าสาธารณูปโภคผ่าน DTAC Call Center รวมถึงจัดให้มีจุดรับชำระค่าบริการตามห้างร้านต่าง ๆ อีก 500 แห่งทั่วประเทศอีกด้วย "ดีแทคจะยังคงรักษาตำแหน่ง value-for-money ผ่านแพ็คเกจใหม่ ๆ ตลอดจนบริการนอนวอยซ์หรือดาต้าเซอร์วิสต่าง ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก" นายสันติกล่าว สำหรับบริการนอนวอยซ์ซึ่งครึ่งปีแรกที่ผ่านมาดีแทคมีรายได้เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 42% ในครึ่งปีหลังจะได้ทยอยเปิดตัวบริการใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโมบายเอทีเอ็ม มิวสิคฮับ ฯลฯ ที่นำมาโชว์ในงาน ICT Expo 2006 ซึ่งแต่ละบริการจะเจาะกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกันไป อนึ่ง ในครึ่งปีแรก ขณะที่สภาพเศรษฐกิจได้ชะลอตัวลงและการแข่งขันค่อนข้างรุนแรง แต่ดีแทคกลับมียอดลูกค้าโพสต์เพดเพิ่มเฉลี่ยเดือนละ 50,000-60,000 เลขหมาย จำนวนลูกค้าจดทะเบียนในไตรมาสสองเติบโตขึ้นสูงกว่าของปีที่แล้วถึง 33.4% ส่งผลให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 1.82 ล้านเลขหมายในปัจจุบัน ดีแทคจึงเชื่อมั่นว่าในครึ่งปีหลังหากสามารถรักษาอัตราเติบโตได้อย่างมั่นคงจะทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่จะมีลูกค้าโพสต์เพดเพิ่มเป็น 2 ล้านเลขหมายได้อย่างแน่นอน Credit: DTAC 2006年8月 DTAC ชูยุทธศาสตร์ลูกค้าคืออนาคต ปรับแนวทางสู่ Mass of NichesAugust 4, 2006
ดีแทคใช้คอนเซ็ปต์ Customer is the Future ขับเคลื่อนการตลาดที่ต้องมองแยกย่อยลงลึกระดับ Mass of Nichesในการบุกตลาดครึ่งปีหลัง ด้วย 3 กลยุทธ์หลักนวัตกรรมด้านราคา ด้านบริการ และการดูแลเอาใจใส่ลูกค้า ที่ดีแทคทุ่มกว่าพันล้านบาท ปรับปรุงยกระดับคุณภาพบริการ พร้อมเดินหน้าขอ 3 ไลเซ่นต์กทช.
นายสันติ เมธาวิกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทคกล่าวถึงการทำตลาดโพสต์เพดครึ่งปีหลังว่าจะใช้แนวทาง Customer is the Future เพื่อให้ดีแทคได้ลูกค้าตามเป้าหมาย 2 ล้านรายซึ่งจะทำให้ดีแทคมีส่วนแบ่งในตลาดโพสต์เพด 45% หรือเป็นอันดับหนึ่งในตลาดโพสต์เพด สำหรับผลประกอบการในครึ่งปีแรกขณะที่สภาพเศรษฐกิจได้ชะลอตัวลงและการแข่งขันค่อนข้างรุนแรงแต่ดีแทคกลับมียอดลูกค้าโพสต์เพดเพิ่มเฉลี่ยเดือนละ 50,000-60,000 เลขหมาย จำนวนลูกค้าจดทะเบียนในไตรมาสสองเติบโตขึ้นสูงกว่าปีที่แล้วถึง 33.4% ทำให้ให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 1.82 ล้านเลขหมายในปัจจุบัน ที่ผ่านมาดีแทคเติบโตด้วยการใช้นวัตกรรมด้านการตลาด (Marketing Innovation) และเรื่องการแบ่งส่วนของตลาด (Segmentation) โดยเชื่อว่าแนวการตลาดต่อไปจะเป็นเรื่อง Mass of Niches ซึ่งลูกค้าจะแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆนับล้านกลุ่ม ดีแทคต้องผลิตบริการที่ตอบสนองได้ทุกๆความต้องการของกลุ่มลูกค้าเหล่านั้น เช่น บริการด้านข่าวก็ต้องมีประเภทข่าวที่หลากหลาย ในแต่ละภาษา เพราะดีแทคเชื่อว่า Massclusivity is Required “เราไม่ได้มองเรื่องจำนวนของฐานลูกค้าอีกต่อไปแล้ว แต่ความพึงพอใจในเรื่องบริการจะเป็นเรื่องชี้เป็นชี้ตายของเรา” กลยุทธ์หลักที่ดีแทคจะใช้ครึ่งปีหลังประกอบด้วย 1.นวัตกรรมด้านราคา ซึ่งดีแทคไม่เป็นรองคู่แข่งขัน ซึ่งคอนเซ็ปต์ Mass of Niches ก็จะถูกนำมาใช้มากขึ้น 2. นวัตกรรมด้านบริการ ดีแทคเชื่อว่าบริการด้านข้อมูลต่างๆไม่จำเป็นต้องรอ 3G เพียงอย่างเดียว และคอนเซ็ปต์บริการ 3G ที่ดีแทคยื่นขอไลเซ่นต์ไปที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จะเป็น 3G for Mass ไม่ใช่ 3G เฉพาะคน 3% ที่มีรายได้สูงในตลาดที่จะได้ใช้งานเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดด้วย บริการที่เกิดขึ้นจริงในวันนี้อย่างเช่น โมบาย เอทีเอ็ม ที่ทำให้เมนูบนโทรศัพท์มือถือเหมือนเป็นเมนูบนตู้เอทีเอ็ม สามารถใช้บริการได้ทุกอย่างแม้กระทั่งการจ่ายค่าโทรศัพท์ซึ่งสามารถใช้บริการได้ภายในไตรมาส 4หรือบริการ iSMS ซึ่งดีแทคเปิดบริการกับลูกค้าองค์กรอย่างนกแอร์ 3.ดีแทคให้ความสำคัญเรื่องการเอาใจใส่ลูกค้าและความสะดวกในการใช้บริการ (Care & Convenience) ในครึ่งปีแรกดีแทคได้ลงทุน 650 ล้านบาทเพื่อปรับปรุงมาตรฐานของงานบริการ พร้อมขยายขีดความสามารถของงานบริการโดยเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่คอลล์เซ็นเตอร์เป็น 1,500 คนดีแทคลงทุนกับอาคารคอลล์เซ็นเตอร์แห่งใหม่จำนวน 300ล้านบาทซึ่งจะเปิดใช้เต็มรูปแบบภายในสิ้นปีนี้สามารถรองรับลูกค้าที่โทรเข้าคอลล์เซ็นเตอร์ได้ไม่ต่ำกว่า 3 ล้านครั้ง/เดือนพร้อมกับจัดระบบการโอนสายของลูกค้าแต่ละกลุ่มไปยังบริการที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังลงทุนจำนวน 200 ล้านบาทกับการเตรียมระบบ data-mining เพื่อวิเคราะห์ลักษณะการใช้งานของลูกค้าเพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการพัฒนาแพ็คเกจและบริการใหม่ ๆให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะเริ่มใช้ในเดือนกันยายนนี้ ดีแทคยังได้ทำการยกระดับร้านดีแทคช้อป 100 แห่งซึ่งมีความสามารถในการดูแลและสร้างความประทับใจให้ลูกค้าขึ้นเป็น Service Center ให้บริการลูกค้าได้ครบวงจรเหมือนการไปใช้บริการที่สำนักงานบริการโดยในส่วนนี้ได้ใช้เงินลงทุนไป 150 ล้านบาท ภายในปีนี้ดีแทคยังมีแผนจะให้บริการรับชำระค่าบริการ (Pay-Point)เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในการชำระค่าสาธารณูปโภคผ่าน DTAC Call Centerรวมถึงจัดให้มีจุดรับชำระค่าบริการตามห้างร้านต่าง ๆ อีก 500 แห่งทั่วประเทศอีกด้วย นายสันติกล่าวว่าเพื่อเป็นการให้บริการเกี่ยวเนื่องครบวงจร ดีแทคยังอยู่ระหว่างขอไลเซ่นต์ในเรื่องบริการไว-แม็กซ์ และโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ (IDD) จากกทช.ด้วย “ยอดลูกค้าโพสต์เพดของดีแทคเป็นบวก 38 เดือนติดต่อกัน และรายได้ต่อเลขหมายสูงถึง 800 บาทต่อเดือนซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม” Company Related Link: DTAC Credit: Manager Online 2006年8月 AIS เปิดตัว3บริการในงานไอซีทีเอ็กซ์โปAugust 2, 2006
เอไอเอสเปิดตัว 3 บริการใหม่ Radio on Mobile บริการ Real Time เกมออนไลน์ และบริการปรับหมายเลขโทรศัพท์ในโฟนบุ๊กให้เป็น 10 หลักโดยอัตโนมัติ ในงานไอซีที เอ็กซ์โป
นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนงานธุรกิจบริการสื่อสารไร้สาย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า จากการร่วมแสดงเทคโนโลยีในงานไอซีที เอ็กซ์โป เอไอเอสได้เปิดตัว 3 บริการใหม่ ที่ทีมฟิวเจอร์แล็บได้พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 1.บริการ Radio on mobile เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่ไม่อยากพลาดการติดตามรายการวิทยุรายการโปรด เพราะบริการนี้ทำให้สามารถฟังรายการวิทยุผ่านทาง mobileLIFE Portal ได้สะดวกแม้ในพื้นที่นั้นจะไม่มี Coverage ของคลื่นวิทยุเหล่านั้นก็ตาม ส่วนกลุ่มเป้าหมายนอกเหนือจากกลุ่มคนฟังเพลงผ่านโทรศัพท์มือถือแล้ว ยังมองไปที่กลุ่มคนฟังเพลงจากอินเทอร์เน็ตด้วย เนื่องจากการฟังเพลงในลักษณะนี้สามารถพัฒนาต่อยอดให้เกิด Interactive กับผู้จัดรายการได้ รวมถึงสามารถเก็บเป็นอัลบั้มเพลงส่วนตัว หรือให้บริการแบบ on demand ได้ด้วย ซึ่งขณะนี้ร่วมมืออยู่กับ 6 สถานี ไม่ว่าจะเป็นบริษัท คลิก เรดิโอ จำกัด, บริษัท เวอร์จิ้น บีอีซี เทโร จำกัด , บริษัท จีเอ็ม เอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) และคลื่นอื่นๆ และจะเปิดเพิ่มอีก 7 สถานีภายในเดือนส.ค.นี้ บริการดังกล่าวสามารถรับฟังได้ในทุกที่ที่เครือข่ายการให้บริการของเอไอเอสครอบคลุม ร่วมถึงต่างประเทศที่มีการโรมมิ่งจีพีอาร์เอส ส่วนค่าบริการก็จ่ายเพียงค่าจีพีอาร์เอสที่มีหลายแพกเกจให้เลือก ซึ่งเฉลี่ยแล้วตกชั่วโมงละ 2.25 บาท จากปกตินาทีละบาท 2.เกมออนไลน์บนมือถือ ที่ร่วมกับ “ไทย บอร์ด เกม” ชุมชนเกมสร้างสรรค์ความคิดที่มีสมาชิกมากกว่า 1.5 ล้านคนและมีการเล่นเกมพร้อมกันไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคนต่อวัน รวมถึงมีเกมที่บันทึกไว้แล้วไม่ต่ำกว่า 50 ล้านเกม โดยได้นำ 2 เกมสุดฮิต คือ เกม Othello และหมากรุกไทย มาพัฒนาให้สามารถแข่งระหว่างมือถือด้วยกัน หรือแข่งระหว่างมือถือกับอินเทอร์เน็ต แบบ Real time นอกจากนี้ ยังร่วมพัฒนาเกมในลักษณะของ Multi National Mobile Game online ในชื่อ “Magic Game Station-MGS” เกมแรกในเอเชียขึ้นด้วย โดยเป็นการเล่นเกมพร้อมกันบนมือถือกับผู้เล่นเกมใน 4 ประเทศคือไทย, ไต้หวัน, มาเลเซีย และฮ่องกง โดยมีฟังก์ชันพิเศษคือ ในระหว่างที่เล่นเกมยังสามารถคุยกันหรือ Chat กันได้ด้วย ซึ่งเอไอเอสจะเปิดให้บริการประมาณกลางเดือนส.ค.นี้ ส่วนเครื่องลูกข่ายที่ใช้บริการนี้ได้ ต้องเป็นระบบปฏิบัติการซิมเบียน และจาวา เวอร์ชัน 2 ซึ่งมีอยู่ในตลาดขณะนี้ประมาณ 2 ล้านเครื่อง พร้อมกันนี้ เอไอเอสและพันธมิตรยังมีแผนจะพัฒนาให้เครื่องลูกข่ายที่เป็นจาวา เวอร์ชัน 1 ใช้บริการเกมออนไลน์บนมือถือได้ด้วย ซึ่งจะทำให้มีเครื่องลูกข่ายที่สามารถเล่นเกมได้ประมาณ 4-5 ล้านราย 3.บริการปรับเบอร์โทร.ในโฟนบุ๊กมือถือให้เป็น 10 หลัก หรือ Contact converter ฝีมือ เยาวชนไทยในโครงการ NWO Project รุ่น 1 ของเอไอเอส คือนายสิงหพงษ์ สุคันโธ ซึ่งปัจจุบันจบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกำลังเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองภายใต้ชื่อ บริษัท ลานเกียร์ บริการนี้พัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าเอไอเอสสามารถแก้ไขโฟนบุ๊กให้เป็น 10 หลักได้ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ โดยจะให้บริการราวปลายเดือนส.ค.ก่อนเริ่มใช้หมายเลข 10 หลักในเดือนกันยายนปีนี้ Company Related Links : AIS Credit: Manager Online DTAC อัด 100 ล้านเปลี่ยนเลขหมาย 10 หลักAugust 2, 2006
ดีแทคทุ่ม 100 ล้านบาท เปลี่ยนเลขหมายเป็น 10 หลัก ยันด้านเทคนิค ระบบบิลลิ่งพร้อมใช้งานได้ไม่มีปัญหา เตรียมอุปกรณ์ 700 ชุดไว้รองรับลูกค้าทั้งที่ศูนย์บริการ ร้านดีแทคช้อป และรถโมบายเคลื่อนที่ ส่วนลูกค้าค่ายมือถืออื่นก็สามารถใช้บริการได้ด้วย
นายสันติ เมธาวิกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นหรือดีแทคกล่าวว่าดีแทคใช้เงินกว่า 100 ล้านบาทในการให้บริการเปลี่ยนเลขหมายโทรศัพท์เป็น 10 หลัก เนื่องจากการเปลี่ยนเลขหมายโทรศัพท์ถือเป็นเรื่องใหญ่ กระทบการใช้งานของคนกว่า 30 ล้านคน ในส่วนของด้านเทคนิค มีการทดสอบเรียบร้อยแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องชุมสายโทรศัพท์ ระบบบิลลิ่ง สามารถเปลี่ยนมาใช้เลขหมาย 10 หลักได้ภายในวันที่ 1 ก.ย.ที่จะถึงนี้ทันที โดยไม่มีปัญหาไม่ว่าจะเป็นลูกค้าเก่าหรือลูกค้าใหม่ ในส่วนของการให้บริการเปลี่ยนเลขหมาย ดีแทคได้เตรียมอุปกรณ์ 700 ชุดประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ การ์ดรีดเดอร์ อุปกรณ์ต่อพ่วงและซอฟต์แวร์สำหรับการอัพเกรดซิมการ์ด โดยแบ่งป็น 350 ชุดจะนำไปไว้ที่ศูนย์บริการและร้านดีแทคช้อปทั่วประเทศ อีก 350 ชุดเตรียมไว้สำหรับการให้บริการเคลื่อนที่เข้าไปยังกลุ่มลูกค้าองค์กรที่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก รวมทั้งการนำไปให้บริการตามอาคาร สำนักงาน ต่างๆในกรุงเทพฯและปริมณฑล นอกจากนี้ยังนำไปติดตั้งยังรถโมบายเพื่อเข้าไปให้บริการตามสถานที่ราชการ มหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศ ในการปรับเปลี่ยนรูปแบบเลขหมายให้เป็น 10 หลักนั้นจะมีการแก้ไขโฟนบุ๊กใน 2 ส่วนคือซิมการ์ดและโทรศัพท์มือถือ หากลูกค้าเข้ามาใช้บริการที่ศูนย์บริการหรือร้านดีแทคช้อป หรือรถโมบาย เจ้าหน้าทีดี่แทคจะทำการอัพเดทซิมการ์ดและโทรศัพท์มือถือให้เลขหมายเปลี่ยนเป็น 10 หลัก รวมทั้งแก้ไขหมายเลข Message Center สำหรับการส่ง SMS ให้เป็นเลข 10 หลักเช่นกัน โดยลูกค้าแต่ละรายจะใช้เวลาประมาณ 2-3 นาทีในการเปลี่ยนแปลงเลขหมาย สำหรับลูกค้าที่ต้องการแก้ไขเลขหมายเอง โทรศัพท์มือถือที่ใช้จำเป็นต้องรองรับระบบปฏิบัติการซิมเบียน โดยทำการดาวน์โหลดโปรแกรม 10 Digits Converter ซึ่งเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีทั้งลูกค้าดีแทคและลูกค้าระบบอื่น ที่ www.dtac.co.th หรือ www.happy.co.th หรือโทร.มาที่คอลเซ็นเตอร์ 1678 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่ง URL ผ่าน SMS มาที่โทรศัพท์มือถือและดาวน์โหลดผ่านเครือข่าย GPRS/EDGE ของดีแทค “ขีดความสามารถในการให้บริการแก้ไขเลขหมายของดีแทคได้ประมาณเดือนละ 1 ล้านคน ซึ่งเรามองว่าลูกค้าที่เก็บเลขหมายโทรศัพท์ในโฟนบุ๊กมากกว่า 50 เลขหมายมีประมาณ 3 ล้านคน ส่วนลูกค้าที่ใช้มือถือซิมเบียนโฟนประมาณ 1 ล้านคนซึ่งสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมมาแก้ไขเลขหมายได้เอง” ดีแทคเชื่อว่าขีดความสามารถ และอุปกรณ์ที่เตรียมไว้สามารถให้บริการลูกค้าได้เพียงพอ แต่อย่างไรก็ตามลูกค้ายังสามารถกดเลขหมาย 9 หลักได้จนถึง 30 พ.ย.ซึ่งจะทำให้ลูกค้ามีเวลาเริ่มทะยอยเปลี่ยนเลขหมายตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.ที่จะถึงนี้ “ดีแทคพร้อมให้บริการทั้งลูกค้าดีแทคเอง และลูกค้าของโอเปอเรเตอร์รายอื่นด้วย” Company Related Link: DTAC Credit: Manager Online |
|
|